
เสียงพระยาธรรมนูญดังขึ้น ช่อผการีบลดมือลงทำตาแป๋วมองไปเห็นพระยาธรรมนูญกับคุณหญิงมะลิก้าวเข้ามา
“เสียงอะไรดังโครมคราม” คุณหญิงมะลิถาม
ลัดดาคลานไปยกกระโถนตั้งขึ้นแล้วยิ้มแห้งๆ
“กระโถนมันล้มเจ้าค่ะ”
พระยาธรรมนูญก้าวมามองนิดใกล้ๆเห็นหนังสือที่ขาดอยู่ในมือ นิดคุกเข่าลงช้าๆ ด้วยสีหน้าขมขื่น
ช่อผกาเข้ากอดแขนคุณหญิงมะลิ
“ยังไง ช่อผกา” พระยาธรรมนูญถาม
“เอ้อ ลูกกำลังเอ็ดนังนิดอยู่ค่ะ”
“ทำไม นิดไปทำอะไรเข้า” คุณหญิงมะลิถาม
“เจ้าคุณพ่อกับคุณแม่ดูซีคะ นังนิดมันกำเริบเอาหนังสือเจ้าคุณพ่อมาอ่าน ลูกแค่ถามดูมันก็ปาหนังสือทิ้งจนขาดวิ่นสิ้นดีค่ะ”
นิดมองช่อผกาแล้วหลุบตาลง พระยาธรรมนูญมองดูท่าทีนิด
“ลูกให้ลัดดาพาไปเรียนเจ้าคุณพ่อ มันกลับอาละวาดถีบลัดดาจนล้มจมกระโถนเลยค่ะ”
“จริงเจ้าค่ะ มันถีบลัดดาสองตี .. เอ้ยสองเท้าเลยเจ้าค่ะ” ลัดดาว่า
พระยาธรรมนูญเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ คุณหญิงมะลิมองช่อผกาอย่างมีแววรู้ทันลูกสาวและลัดดา
ช่อผกาทำหน้าซื่อ คุณหญิงปลดมือลูกสาวเดินไปยืนข้างพระยาธรรมนูญที่มองอย่างครุ่นคิด นิดกำลังประกบหนังสือเข้าด้วยกันอย่างทะนุถนอมกดไว้เป็นรูปเล่ม
“นิด...มีอะไรจะพูดไหม”
“นิดขอประทานโทษเจ้าค่ะที่เอาหนังสือมาดูก่อนท่านจะอนุญาต”
“แล้วที่ช่อผกากับนังลัดดากล่าวโทษเธอเล่า”
ลัดดามีพิรุธ ช่อผกาสะดุ้งกระทืบเท้า
“เจ้าคุณพ่อ นี่เจ้าคุณพ่อว่าลูกใส่ความมันหรือคะ”
“นี่ แม่ช่ออย่าเพิ่งทำเป็นตุ๊กแกกินปูนร้อนท้อง” คุณหญิงว่า
“ว่ายังไงนิด”
“พูดไปซีนังนิด เรียนเจ้าคุณพ่อว่าฉันใส่ความแก”
“คุณช่อผกาเป็นผู้ดี เป็นลูกชาติลูกตระกูล คงไม่มาระรานใส่ความแค่บ่าวในเรือนหรอกเจ้าค่ะ”
ช่อผกาผิดคาดนิดหนึ่งแล้วยิ้มพยัก พระยาธรรมนูญรู้นัยคำพูดของนิดก็ถอนใจ
“นั่นเห็นไหมคะเจ้าคุณพ่อ มันยอมรับออกมาแล้ว”
“แม่ช่อผกา...เธอหุบปากเธอได้แล้ว” พระยาธรรมนูญตวาด
ช่อผกาค้อนขวับถอยไป คุณหญิงมะลิสบตาสั่นศีรษะให้หุบปาก
“แล้วท่านจะว่ากระไรเจ้าค่ะเรื่องแม่นิดกับหนังสือนี่”
ช่อผกาสบตาลัดดา คุณหญิงมะลิมองนิดอย่างมาดร้าย
“หนังสือพวกนี้มีค่ามาก ฉันถึงได้เก็บงำไว้อย่างดี”
คุณหญิงลอบยิ้มนิดหนึ่ง นิดก้มหน้าลง
“แต่หนังสือจะมีค่าจริงๆ ก็เมื่อมีคนมาอ่านไม่ใช่มีไว้เก็บ การที่นิดเอาหนังสือมาอ่านจึงไม่ใช่เรื่องผิดกลับเป็นเรื่องที่ฉันชื่นชม ด้วยซ้ำ”
นิดมองพระยาธรรมนูญอย่างซาบซึ้ง ช่อผกา คุณหญิงมะลิผิดคาด
“ส่วนที่หนังสือที่ฉีกขาดเสียหายไปจะเป็นด้วยฝีมือใครก็ตาม”
พระยาธรรมนูญปรายตาดูช่อผกาที่ทำไม่รู้ไม่ชี้
“มันขาดก็ซ่อมได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร”
นิดก้มลงกราบพระยาธรรมนูญกับพื้น ช่อผกาเกือบเต้น คุณหญิงมะลิถลึงตาให้เงียบไว้ ลัดดาเลิ่กลั่กเพิ่งรู้ว่าเจ็บตัวฟรี
ใต้สะพานในตอนสาย แก้วแต่งตัวเป็นผู้ชายเขียนหนวดเรียวโผล่มาจากหลังกองลังไม้ฉำฉา ห่างออกมามีชายจรจัดมอซอ ๒ คนนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ข้างกายมีขวดเหล้ากลิ้งอยู่ ๒-๓ ใบ แก้วมองอย่างสะท้อนใจ
“ไอ้หนุ่มเอ็งมีเงินบ้างไหมว่ะ” ชายคนแรกถามแก้ว
“ข้าสองคนไม่ได้กินข้าวกินปลามาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
“อ้าว...ก็พี่สองคนเล่นกินยอดข้าวแทนอยู่นี่”
แก้วล้วงกางเกงแบมือออกให้ดู ในมือมีเพียงเหรียญห้าสิบสตางค์ ๒ เหรียญเท่านั้น
“เหลืออยู่บาทนึงพี่สองคนเอาไปสองสลึงก็แล้วกัน”
แก้วดีดเหรียญไปให้เหรียญหนึ่ง ชายจรจัดรับไว้อย่างดีใจ
“ขอบใจเอ็งจริงๆ ว่ะ” ชายคนแรกบอก
“ขอให้เอ็งเจอน้องสาวเอ็งเร็วๆ” อีกคนบอก
แก้วอึ้งไปนิดหนึ่ง
“ว่าแต่ว่า วันนี้เอ็งจะตามหาน้องที่ไหนวะไอ้หนุ่ม”
“พวกผู้ดีมีสตังค์ที่กรุงเทพฯ เค้าอยู่ที่ไหนกันมั่งล่ะ พี่ชาย” แก้วถาม
ถนนย่านการค้าแห่งหนึ่งเมื่อตอนสาย
บุญมานั่งจิบกาแฟอยู่ที่ร้านกาแฟข้างถนน ตาเหล่มองดูสาวๆที่เดินผ่านไปมา สาวบ้าง สะเทิ้นเขินอายบ้าง บ้างก็ค้อนเล่นหูเล่นตา บุญมาส่ายหัวกับตัวเองว่าแบบนี้ไม่ใช่
อนงค์กับรตีช้อปปิ้งถือถุง, กล่องเดินผ่านมา บุญมารีบยกหนังสือพิมพ์บังหน้าข่าวพาดหัววันนี้ “เตรียมการตั้งรัฐบาลใหม่” ทั้งสองเดินผ่านไป
บนถนน อาล็อกกำลังลากรถเจ็กโด่เด่มาคันเดียว ในถนนมีรถยนต์ และสามล้อถีบเป็นส่วนใหญ่ แม่บ้านรูปร่างขนาดผีเสื้อสมุทรโบกมือเรียกรถเจ็ก อาล็อกดีใจแต่เมื่อเห็นลูกค้าก็หน้าเสีย
หน้าร้านเป็ดย่าง ข้างๆ ร้านกาแฟ คนจีนกำลังเอาเป็ดสีแดงอร่ามมาเต็มถาดเตรียมจัดหน้าร้าน แก้วเดินเตร่ไปมา สายตาแก้วมาหยุดที่เป็ดย่าง แก้วลูบท้องแล้วกลืนน้ำลาย
ในถนน อาล็อกวิ่งลากรถแม่บ้านผีเสื้อสมุทรที่นั่งยิ้มเผ่ อาล็อกเกร็งกำลังสุดแรง ผ่านมาถึงหน้าร้านเป็ดย่าง
บริเวณร้านกาแฟ บุญมามองดูสาวสวยนางหนึ่ง ชายท่าทางนักเลงที่มาด้วยเดินเข้ามาจะมีเรื่องกับบุญมา จนบุญมาต้องขอโทษขอโพยบอกว่า ตัวเองเป็นนักเขียนกำลังหาแรงบันดาลใจ
หน้าร้านเป็ดย่าง จีนคนขายยืนมองบุญมากับชายคนนั้นมีเรื่องกันอย่างสนุก พอหมดเรื่องก็หันมาสับเป็ดต่อ แต่เห็นถาดว่างเปล่า จีนขายเป็ดมองไปที่แก้ว แก้วทำไม่รู้ไม่ชี้ มือหิ้วเสื้อนอกเดินกรายออกไป ทันใดก็มีน้ำเป็ดหยดมาจากเสื้อลงพื้น คนจีนร้องสุดเสียงวิ่งไล่ แก้ววิ่งหนีไปทางร้านกาแฟ
แก้ววิ่งมาชนโครมจนกาแฟหกรดเสื้อบุญมาเลอะไปหมด บุญมาคว้าข้อมือไว้ได้ คนจีนขายเป็ดร้องเสียงโหวกเหวกเงื้อปังตอสูง แก้วสะบัดหลุด วิ่งหนีต่อไป
แก้ววิ่งผ่าเข้าไปชนกับอนงค์กับรตีที่เดินออกมาจากร้านค้าล้มคว่ำลง บนแผงแม่ค้าผลไม้ แม่ค้าร้องหวีด แก้ววิ่งหนีไป สองนางโผล่ขึ้นจากกองซาก บนหัวมีผลไม้ประดับบนหมวก บุญมาและคนจีนขายเป็ดวิ่งตามมาเป็นพรวนเพื่อมาเอาเรื่องแก้ว
ตรงบริเวณถนนซึ่งเป็นทางลาดลงสะพาน อาล็อกวิ่งลากรถมาอย่างเร็วด้วยแรงดึงดูด แก้ววิ่งตัดถนนมาแล้วสะดุดล้มลงกลางถนน อาล็อกตาเหลือกโพลง แก้วตกตะลึงแหกปากร้องสุดเสียง อาล็อกพยายามเบรคเท้าตัวเอง แต่แรงส่งของทางลาดทำให้ไม่สามารถหยุดได้ บุญมากับคนจีนขายเป็ดตามมาถึงชูปังตออย่างสะใจ แก้วยังคงแหกปาก รถทั้งคันพุ่งมาใกล้ ในที่สุดอาล็อกก็เบรกกึกลง เท้าอยู่ตรงหน้าแก้วในวินาทีนั้น แรงส่งมหาศาลทำให้แม่บ้านผีเสื้อสมุทรยั้งกายไว้ไม่ได้จนร่างพุ่งหวือข้าม หัวอาล็อกไป
แก้วอ้าปากค้างมองตาม อาล็อก อนงค์ รตีมองตาม บุญมาร้องอุทานหงายหลังหลบ ร่างแม่บ้านผีเสื้อสมุทรตกจูบลงทับคนจีนขายเป็ดจนนอนแบนคล้ายกล้วยทับ ปังตอหมุนคว้างไปตกลงใกล้หว่างขาบุญมา
แก้วลุกพรวดขึ้นชูเอาเป็ดขึ้นมาดูเห็นว่ายังดีอยู่แล้วหันไป มองบุญมาแลบลิ้นหลอก บุญมาชี้หน้าลุกพรวดขึ้น แก้ววิ่งข้ามถนนหายลับไป บุญมามองตามอย่างฝากไว้ก่อน
ทันใดมีเสียงประหลาด แก้วเลิ่กลั่กวางส้มยันกายลุก
“เสียงอะไรน่ะ”
มีเสียงดังมาอีกฟังดูน่าสะพรึงกลัว แก้วหน้าซีด เจดีย์อัฐิทาบเงามหึมาไปบนผนังปูน แก้วพนมมือ
“แม่จ๋า แม่หรือเปล่า ความจริงฉันไม่อยากโขมยเขากินหรอกแต่ฉันหิวจริงๆ”
ลมแรงพัดมาเปลวเทียนวูบวาบ เงาเจดีย์ไหวส่ายไปมา แก้วกลัวจนสีหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ทีหน้าทีหลังฉันจะไม่ขโมยเขากินแล้วจ้า”
ทันใดมีอะไรดำๆ ตกวูบลงมาที่ใกล้เจดีย์ดังปุบ เทียนไขล้มดับวูบ แก้วร้องวิ๊ดสุดเสียง
“ฮือ แม่เชื่อฉันเถอะนะ”
แก้วขีดก้านไม้ขีดแล้วควานเทียนไขมาจ่อจุด แสงไฟสว่างขึ้น ดวงหน้าของแก้วอยู่ในระดับลังไม้มีสิ่งหนึ่งอยู่ในระยะประชิด มันอ้าปากแจ๋ร้องดังตัวลายพร้อยหลากสี แก้วร้องสุดเสียงอีกครั้ง
บริเวณห้องโถงชั้นบน หลวงจินดายังคงสอนพิเศษให้ช่อผกาพลางหว่านเสน่ห์ตามเคย ช่อผกาให้ท่าให้ทางหลวงจินดาตามปรกติ ที่หน้าประตู นิดนั่งแอบอยู่คอยฟังคำสนทนา คำศัพท์แล้วจดคำที่ได้ยินเป็นภาษาไทยลงสมุด พระยาธรรมนูญเดินมาจากปีกตึกหนึ่งมองดูนิดอย่างพิศวงแล้วเดาได้ว่าทำอะไร พระยาธรรมนูญยิ้มอย่างพึงใจ
ภายในโถงบ้านธรรมนูญภักดีในเวลากลางคืน
พระยาธรรมนูญ คุณหญิงมะลิและช่อผกาอยู่ที่โต๊ะอาหาร ลัดดาและนิดกำลังเลื่อนสำรับอาหารคาวลง และนำของหวานรวมถึงผลไม้ที่ปอกเรียงไว้อย่างงดงามและกาแฟมาเตรียมเสิร์ฟ
“นี่ขนมอะไรนังคนสวย” ช่อผกาถาม
“ข้าวเหนียวเปียกเจ้าค่ะ”
“หน้าตาน่าเกลียดเอาออกไป ฉันไม่กิน”
“แกนี่นะ เลือกดิบเลือกสุกทุกประการ” คุณหญิงว่า
“ต่ก็ดีกว่ากินไม่เลือกไม่ใช่หรือคะ คุณแม่”
คุณหญิงมะลิค้อนลูกสาว นิดยกขนมไป ลัดดายิ้มเยาะ
“เป็นยังไงบ้างล่ะที่หลวงจินดาสอนพิเศษให้” พระยาธรรมนูญถาม
นิดถอยไปคุกเข่ามองดูแวบหนึ่ง
“แหมดีค่ะ คุณหลวงสอนอะไรหนูตั้งเยอะ”
“ที่สอนน่ะหวังว่าเป็นเรื่องเรียนเท่านั้นนะ” คุณหญิงพูดดักคอ
“คุณแม่หมายความว่ากระไรคะ”
“อ้าว นี่แกก็ใกล้จะสอบแล้วไม่ใช่หรือ น่าจะเรียนเน้นตรงที่สอบก่อนไม่ใช่ไปเรียนอย่างอื่น” คุณหญิงว่า
“อย่างงั้นก็ดีแล้ว มาดูซิว่าเธอเรียนอะไรมาบ้าง How do you do?”
ช่อผกาชะงักงงไปนิดหนึ่ง นิดมองดูช่อผกาตอบ
“I’m fine thank you”
พระยาธรรมนูญขมวดคิ้วตบโต๊ะฉาด จานแก้วดังเปรี่องปร่าง ช่อผกาสะดุ้งสุดตัว ลัดดาเผลอร้องว้าย
“อะไร นี่แค่คำถามแรกก็ไม่ได้เรื่องแล้ว”
“เจ้าคุณพ่อก็มันไม่ใช่หรือคะ”
“ฉันทักทายเธอไม่ได้ถามเธอว่า How are you?”
นิดมองปากขมุบขมิบโดยไม่รู้ตัว พระยาธรรมนูญหันมา
“ไหนนิด” พระยาธรรมนูญเรียก
“เจ้าค่ะ”
“ถ้าฉันถามเธอว่า How do you do? เธอจะตอบว่ากระไร”
คุณหญิงมะลิงงงัน ช่อผกาแปลกใจระคนโกรธเสียหน้า
“อะไรกันคะเจ้าคุณพี่”
นิดกัดริมฝีปากอย่างลังเล ช่อผกาเชิดหน้า
“ต้าย นังคนเซอะจากป่าจากดงมันคงรู้หรอกนะคะ”
“นิด ตอบมาเถอะ How do you do?”
นิดเห็นแววตาพระยาธรรมนูญก็ชั่งใจแวบหนึ่งแล้วตัดสินใจตอบ
“How do you do?”
พระยาธรรมนูญหัวเราะ
“ดีมาก นิด ดีมาก”
คุณหญิงมะลิอึ้ง ช่อผกาผุดลุกขึ้น ลัดดายังงงๆ เพราะว่าไม่ใคร่รู้เรื่องนัก พระยาธรรมนูญพูดเรียบๆ
“คนป่าคนดงที่ใฝ่รู้กับคนกรุงที่ละทิ้งโอกาสใครกันแน่ที่เป็นคนเซอะ”
ช่อผการ้องกรี๊ดลุกขึ้นปาผ้าเช็ดปากลงใส่หัวลัดดาแล้วเดินกระทืบเท้า ออกไป พระยาธรรมนูญโกรธแต่ข่มใจไว้ นิดก้มหน้าหนักใจ คุณหญิงมะลิมองนิดอย่างประเมินค่าใหม่
บ้านเนาวรัตน์ตั้งตระหง่าน รถของคุณหญิงมะลิแล่นมาตามถนนเข้าไปยังเทอเรซหน้า ที่ห้องโถงชั้นบนบ้านเนาวรัตน์อันเป็นห้องเครื่องลายคราม พระยากีรติกับคุณหญิงบัวผันและคุณหญิงมะลินั่งอยู่ที่โต๊ะกลาง คุณเฟื่องนั่งบนเก้าอี้ห่างไป สาวใช้เดือนและคนรับใช้พระยากีรตินั่งอยู่ที่พื้น
“ใต้เท้าสบายดีหรือ แม่มะลิ” พระยากีรติถาม
“อุ้ย สบายดีค่ะ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีตัดถนนใหม่ๆ ก็ยิ่งชอบนั่งรถเที่ยวไปที่นั่นที่นี่ แล้วนี่เรื่องตั้งรัฐบาลใหม่ เป็นยังไงบ้างคะ”
“เดือนหน้าก็คงจะเรียบร้อยล่ะ”
“นี่หลวงพิบูลก็เพิ่งจะมากินข้าวกันบอกว่าอยากให้เจ้าคุณพี่นั่งตำแหน่งเดิม” คุณหญิงบัวผันบอก
พระยากีรติมีแววภาคภูมิอยู่บนสีหน้าแต่ทำเป็นดุภรรยา
“ฮื้อ ยังไม่มีอะไรแน่นอน อย่าเพิ่งพูดไปน่ะแม่บัวผัน”
“แหม เรื่องการบ้านการเมือง อิฉันไม่ไปพูดต่อหรอกค่ะ เอานี่หลานๆ ไปไหนกันหมดค่ะ” คุณหญิงมะลิถาม
“ตาเสวกไม่อยู่ไปชะอำเป็นเพื่อนพ่อสรรค์”
คุณหญิงมะลิพยักหน้ารับรู้ คุณหญิงบัวผันพูดต่อ
“แต่ยายน้องนะแต่งตัวอยู่ เดี๋ยวคงมา...อย่าบอกนะว่าที่มานี่ จะมาหาแม่สุวลี”
คุณหญิงมะลิยิ้มกลบเกลื่อนไป
ในเวลาต่อมา สุวลีและคุณหญิงมะลิมานั่งคุยกันอยู่อีกมุม เฟื่องคอยดูต้นทางอยู่ไม่ห่าง
“เด็กนั่นเป็นยังไงหรือคะคุณน้า”
“มันมีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชมากกว่าที่น้าคิดไว้เยอะน่ะซี ตอนนี้น่ะมันแผนสูง มันรู้ว่าท่านเจ้าคุณรักคนใฝ่เรียน มันอ่านหนังสือจบเป็นเล่มๆ กระทั่งมันขโมยเรียนภาษาฝรั่งมังฆ้องจนมันเกือบจะรู้ดีกว่าแม่ช่อแล้ว”
สุวลีหัวเราะเบาๆ แต่แววตาใคร่ครวญ
“ขันจริง .. นี่แปลว่ามันเป็นคนฉลาดไม่ได้โง่ได้ซื่อเหมือนอย่างที่ใครๆคิด”
“มันก็แค่บ่าวในเรือนจะร่ำเรียนเขียนอ่านไปทำไมคะคุณหญิง เฟื่องไม่เข้าใจ”
“ฉันก็ไม่รู้ น้าก็แค่อยากจะมาเล่าให้หนูรู้ไว้”
“อย่ากังวลไปเลยค่ะ คุณน้า .. เด็กนั่น ก็ยังไงก็แค่ลูกไก่ในกำมือของคุณน้า .. ไม่ใช่หรือคะ”
มะลิยิ้มยิ้มรับดวงตาแวววาว สุวลียิ้มนิดๆ หน้ายังคงหวานละมุนแต่ดวงตาแข็งกระด้าง
นิดนั่งอ่านหนังสือศกุนตลาที่ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วอยู่บริเวณริมหน้าต่างที่ดอกไม้หน้าหนาวออกดอกบานสะพรั่ง
“ยิ่งแลดูแหวนแสนรัก ทรงศักดิ์ยิ่งคะนึงถึงโฉมฉาย
ร้อนกลุ้มรุมทั่ววรกาย พระฤๅสายคลั่งคล้มกลุ้มกมล”
นิดเงยจากหน้าจากหนังสือ นกคู่หนึ่งบินมาเกาะที่กิ่งไม้คลอเคลียพร่ำพลอดกัน
“พี่เสียมจ๋า สักวันนึงพี่เสียมจะจำศกุนตลาของพี่เสียมได้ใช่ไหมจ้ะ”
บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพงเมื่อเวลากลางวัน สรรค์ เสวก บุญมาเดินมาด้วยกัน ทางด้านหลังตามมาด้วยสมพงษ์ นายไม้ และคนรับใช้ของเสวก คนขับรถพระยากีรติหอบบรรดากระเป๋า รูปสีน้ำมันราว 5-6 ภาพ ชะลอมของฝาก ตามมาเป็นทิวแถว
“ทำไมรีบกลับกันนักวะ” บุญมาถาม
“ก็ไอ้เจ้านี่น่ะซี มันคิดถึงแสงสีจนทนไม่ไหวแล้ว”
“เฮ่ย อย่าพูดถึงพี่เขยในแง่ลบมันไม่ดี” เสวกว่า
“ยัง! แค่ว่าที่ .. ว่าที่พี่เขย” บุญมาบอก
ทุกคนมาถึงที่รถ เสวกบอก
“ไปก่อนล่ะ อยากอาบน้ำเต็มแก่แล้ว”
“เออ เดี๋ยวเย็นนี้จะแวะไปหา”
“แล้วจะบอกคุณน้องให้ แต่ยังไงถึงบ้านก็โทรศัพท์บอกคุณเธอซะหน่อย ป่านนี้คงคิดถึงแกแย่แล้ว”
“เออ รู้แล้ว”
เสวกขึ้นรถแล้วขับออกไป สรรค์หันไปสั่งสมพงษ์
“เอารูปมาใส่หลังรถบุญมานะสมพงษ์ แล้วแกก็ไปกับนายไม้ ฉันจะไปกับบุญมามัน”
“ครับ คุณสรรค์”
รถของสรรค์จอดต่อท้ายรถของบุญมาที่หน้าเทอเรซบ้านโพธิธารา สมพงษ์ ไม้ลงจากรถและขนข้าวขนตามของลงมา บุญมายืนมอง
“ได้รูปมาเยอะเลยนี่หว่า”
“ก็รูปวิวทิวทัศน์ทะเลพื้นๆ ไม่มีอะไรพิเศษ วาดฆ่าเวลา มันไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีมนต์ขลังอย่างที่ฉันอยากทำให้ได้”
สรรค์มีแววฝันบางอย่าง บุญมาเข้าใจ สรรค์รำพึง
“ดูเหมือนเทวีแห่งแรงดลใจจะทอดทิ้งฉันแล้ว”
“อย่าว่าแต่แกเลย ท่าทางเทวีแห่งแรงดลใจก็ทิ้งฉันเหมือนกัน ไอ้นิยายเรื่องใหม่ของฉันเงื้อง่ามาครึ่งค่อนปีแล้วยังไม่ลงตัวซะที”
แม่ผินกับบัววิ่งออกมารับ แม่ผินออกอาการเกินกว่าเหตุตามเคย
“คุณหนูขาเป็นยังไงบ้างคะ สบายดีไหม”
“ฉันไปเที่ยวมาก็ต้องสบายดีซี”
“ดูทำท่าเข้าอย่างกับว่าเจ้าสรรค์มันหายตัวไปอีกก็ไม่ปาน” บุญมาว่า
“อะไรนะ”
บุญมานึกได้ว่าต้องปิดเรื่องที่สรรค์หายตัวไป
เปล่าๆ... อ้าว แม่ผิน ช่วย ดูขนของเข้าบ้านก่อนเถอะ”
แม่ผินกระวีกระวาดทำหน้าที่หัวเรือใหญ่ทันทีพลางเดินไปยังสมพงษ์กับไม้
“อ้าว รีบขนของลง รูปวาดคุณสรรค์น่ะเอาขึ้นไปห้องคุณสรรค์เลย เสื้อผ้าใช้แล้วไปหลังเรือน ของเค็มก็เอาไปเรือนครัวเลย ไป”
สรรค์และบุญมาเดินเข้าตัวบ้าน
“ช่วงนี้มีข่าวสารบ้านเมืองอะไรบ้างล่ะ” สรรค์ถาม
“ข่าวใหญ่ก็เรื่องฟอร์มรัฐบาลคิดว่าหลวงพิบูลขึ้นเป็นนายกแน่”
“แล้วข่าวเล็กล่ะ”
“ก็มีโจรขโมยหมวกออกอาละวาดแถวคลองหลอด”
“อะไรนะ โจรขโมยหมวก!”
“ใช่ เดี๋ยวออกจากบ้านแกแล้วฉันว่าจะดูแถวนั้นซักหน่อย”
สะพานข้ามคลองดูปลอดคน แก้วยืนแอบที่บริเวณหัวสะพานโผล่ออกมามองหาเหยื่อที่ใต้สะพาน ร่างหนึ่งเดินทอดน่องมือกางหนังสือพิมพ์เดินอ่านอยู่ ชายผู้นั้นสวมหมวกทันสมัยเนื้อดีมีราคา แก้วตวัดไม้ยาวคล้ายคันเบ็ดมาหย่อนวูบลงไป ที่ปลายเบ็ดมีเชือกผูกอะไรอย่างหนึ่งมันลงใกล้หมวกลงไปเรื่อยๆ
ลมพัดมาหนังสือพิมพ์ลู่มาปิดหน้าชายหนุ่มคนนั้น จังหวะนั้นแก้วก็หย่อนเบ็ดที่ปลายเชือกคือตุ๊กแกสายพร้อยตัวเดิม มันกางตีนทั้งสี่ออกจรดลงบนเนื้อหมวก แก้วดึงเบ็ดวูบขึ้นไป หมวกติดตีนตุ๊กแกลอยหวือขึ้นไป ชายหนุ่มร้องอุทานเบาๆ แต่ดูไม่ตกใจนัก
บุญมา ทิ้งหนังสือพิมพ์ลงแล้วหันไปมองดูหมวกของตนที่กำลังเหมือนปลิวขึ้นบนสะพานข้ามคลอง
แก้วยัดหมวกเข้าอกเสื้อนอกที่ดูหลวมเร่อร่า ยิ้มกริ่มอย่างพอใจ เมื่อหันมาก็เจอกับบุญมาในระยะประชิด แก้วตกใจปล่อยไม้หลุดมือ บุญมามองคันเบ็ดในมือแก้ว
“แกใช่ไหมไอ้โจรตกหมวก”
“เฮ่ย เว้ย แกพูดอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”
แก้วทิ้งคันเบ็ดจะวิ่งหนี แต่บุญมาคว้าข้อมือแก้วไว้แล้วจ้องหน้าเขม็ง
“เฮ้ย ฉันเคยเห็นแกนี่หว่า แกไอ้เด็กเวรที่ปีนรั้วบ้านเพื่อนฉัน”
“ไม่ใช่ คนนั้นไม่มีหนวด”
“แล้ววันก่อนแกก็วิ่งราวเป็ดย่างจนฉิบหายไปทั้งถนน”
“ฉันเปล่า”
“แล้วแกก็ยังเตะผ่า...”
ยังไม่ทันขาดคำ แก้วก็ยกเข่าผ่าหมากอีก บุญมาร้องโอ้กทรุดลง แก้วขยับหนีแต่บุญมาพุ่งรวบขา แก้วเสียหลักล้ม บุญมาระงับความจุกขึ้นนั่งคร่อม กดแก้วไว้
“ไหน แกเอาหมวกซุกไว้ที่ไหน นี่ใช่ไหม”
บุญมาล้วงเสื้อนอกแก้ว แก้วตาเหลือก
“อย่า อย่าล้วง เดี๋ยวโดน...”
แก้วชะงักคำไว้
“เดี๋ยวโดนอะไร”
บุญมาไม่ฟังจะล้วงเข้าตำแหน่งที่แก้วยัดหมวกไว้ แก้วดิ้น แล้วกระแทกเข่าเข้าที่หว่างขาบุญมาอีกครั้ง บุญ มาร้องสุดเสียง ดิ้นลงไปกองกับพื้น ตัวงอ แก้วหัวเราะ เห็นกระเป๋าสตางค์ของบุญมาตกอยู่จึงดึงมาด้วย บุญมามองอย่างฝากไว้ก่อน แก้วยิ้มยียวนแล้ววิ่งปรู๊ดไป
ที่มา manager.co.th
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น