วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อ่านมณีแดนสรวง ตอนที่ 15

 สการเคาะประตูห้องชิโลเรียกเสียงดังปึงปัง
       “แม่...แม่ครับ...กลับบ้านได้แล้ว”
       ประตูเปิดผ่าง นารีปั้นหน้าโกรธใส่ลูกชายจนตาแทบถลน สการไม่ทันอ้าปาก นารีก็หยิกหูดึงลากเข้ามาในห้อง
       “โอ๊ยๆๆๆ แม่...ปล่อย ผมเจ็บ”
       “หุบปากแกไปเลยนะตาแซม ขอโทษหนูชิโลเขาเดี๋ยวนี้”
       “ขอโทษ..ขอโทษทำไมครับ”
       “ก็ที่แกไม่รู้จักมารยาท มาเคาะประตูห้องหนูชิโลเขาเสียงดังเอะอะโวยวายแบบนี้ไง”
       “ผมเนี่ยนะไม่มีมารยาท” สการชี้หน้าชิโล “ชิโลต่างหากที่ไม่รู้จักเวลาล่ำเวลา ดึกๆดื่นๆแทน ที่จะปล่อยให้แม่ไปนอน กลับชวนแม่มาคุยเรื่องไร้สาระ”
       นารีตกใจตบอก
       “ตาแซม !!”
       “ผมเห็นหนังสือไตรภูมิพระร่วงที่แม่อ่านค้างไว้ในห้องแล้ว ถ้าแม่อยากคุยเรื่องสวรรค์ เรื่องบาป เรื่องกรรม คุยกับพระดีกว่าครับ ที่นี่ไม่ใช่ที่เหมาะที่แม่จะมาคุย”
       “โอ้ยยยย...ฉันจะเป็นลม”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณป้า ชิโลชินกับเขาแล้ว คุณป้ากลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ”
       “เอ่อ...”
       ชิโลยิ้มให้นารีอย่างอ่อนหวาน
       “จ้ะหนูชิโล” นารีอ่อนหวานกับชิโลแต่หันขวับไปตาถลึงใส่ลูกชาย “มานี่เลยตาแซม...มา กับแม่เดี๋ยวนี้ !!”
       นารีดึงตึ่งหูสการแรงๆแล้วลากออกไปจากห้องชิโล สการร้องเจ็บลั่น
       “โอ๊ยแม่...เบาๆ เดี๋ยวหูยาน”
       ชิโลมองตามแล้วขำ
       “สมน้ำหน้าผู้กอง...โดนบุพการีอบรมสั่งสอนซะมั่งจะได้หลาบจำ”
       ชิโลหัวเราะคิกคักชอบใจ แต่พอหันมาเห็นอุ้มสมที่หรี่ตามองก็ชะงัก
       “เจ้าอย่ามัวแต่สนุกกับทุกข์ของเขา ถึงวันนี้เราจะรอดจากพวกอสูร แต่ก็ไม่ได้ความว่า พวกมันจะรามือถ้าเจ้าไม่เร่งมือแก้ไขเรื่องคุณสิกับผู้กองดรัณก่อนเทวสุรส งครามเริ่ม พวกมันก็คงไม่เลิกรังควาญเจ้าแน่”
       คำเตือนของอุ้มสมทำให้ชิโลถึงกับชะงักหน้าเครียดขึ้นมาทันที
      
       ณ คฤหาสน์อสูรเสียงร้องโหยหวนของอสุเรศดังกึกก้อง ที่ห้องโถงอสุเรศสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น หน้าเต็มไปด้วยรอยข่วน และรอยลิปสติกวิ่งหนีเอาตัวรอดลงมาที่สองสมุน
       “เป็นยังไงบ้างขอรับนายท่าน” อัคราสูร ถามอย่างเป็นห่วง
       “ไม่...ไม่ไหว...ข้าจะไม่ไหวอยู่แล้ว”
       “สามรุมหนึ่งแบบนี้ มันก็น่าจะไม่ไหวอยู่หรอกขอรับ” จิตราสูรหน้าแหย
       อสุเรศหันขวับตกใจเสียงที่ไล่ตามหลังมา
       “พวกเจ้าห้ามบอกพวกนางเด็ดขาดว่าข้าอยู่ไหน”
       อสุเรศวิ่งหนีออกไปจากห้องโถง สามนางอสูรรีบวิ่งเข้ามา
       “ผัวฉันอยู่ไหน” โทสะร้องหา
       “เอ่อ....” อัคราสูรไม่กล้าบอก
       โมหะตวาดแว๊ด
       “นังโทสะ พี่อสุเรศเป็นผัวฉันต่างหาก”
       โทสะหันขวับ
       “หนอยนังโมหะ แกก็แค่นางบำเรอชั่วครั้งชั้วคราว ฉันต่างหากที่เป็นเมียพี่อสุเรศ”
       ราคะเบ้ปาก
       “เชอะ...ถ้าพวกหล่อนคิดว่าเอะอะโวยวายแล้วพี่อสุเรศจะกลับมาล่ะก็ รอแห้งไปเถอะ ฉันจะใช้เสน่ห์คู่หน้าของฉัน” ราคะเชิดอกตู้มๆชี้หน้าสองสาว “เรียกให้พี่อสุเรศกลับมาเอง ผัวขากลับมาหาเมียเถอะค่ะ เมียให้อภัยแล้ว ผัวขา”
       นางราคะแอ่นอกวิ่งวนไปมาเรียกหาผัวสุดฤทธิ์ นางโทสะกับโมหะหมั่นไส้เข้าไปจิกหัวทึ้งผม
       “นังราคะ...เก็บอกเน่าๆของหล่อนเก็บไว้เลี้ยงลูกหมาลูกแมวเถอะ พี่อสุเรศเป็นของฉัน”โทสะว่า
       ราคะโต้...
       “โอ๊ย...ของฉันย่ะ”
       โมหะไม่ยอมเช่นกัน
       “ของฉันต่างหากย่ะ”
       สามนางอสูรเปิดศึกตบกันนัวเนียไปมา เพราะแรงหึงหวงจนคฤหาสน์อสูรสั่นสะเทือน อัคราสูรกับจิตราสูรอยู่ท่ามกลางศึกนางอสูร พวกมันกลัวลูกหลงจนต้องรีบคลานหลบออกมาเอาตัวรอด
      
       นารีดึงหูลูกชายพากลับเข้ามาในห้อง...
       “มานี่เลยไอ้ตัวดี คราวนี้แม่จะตีแกให้ตูดลายเลย ต่อไปจะได้รู้ว่าอะไรควรไม่ควร”
       สการร้องลั่น
       “โอ๊ยแม่ ผมว่าชักจะไปกันใหญ่แล้ว ชิโลเขาไปพูดเป่าหูอะไรแม่เนี่ย แม่ถึงได้ทั้งโอ๋ ทั้งยกเอาไว้บนหิ้งจนแตะไม่ได้แบบนี้”
       “หยุดพูดว่าหนูชิโลเขาแบบนั้นนะตาแซม”
       “ทำไมครับ หรือว่าแม่เชื่อว่าชิโลเป็นนางฟ้านางสวรรค์จริงๆ ถึงไม่ยอมให้ผมว่าเขา”
       “ใช่...ถ้าแกรู้ว่าหนูชิโลเขาเป็น...”
       นารีนิ่งไปหน้าตาดูครุ่นคิดบางอย่างจนสการแปลกใจ
       “ช่างเถอะ แม่ขอร้องแกก็แล้วกันนะตาแซม แกต้องเลิกพูดจาไม่ดี เลิกทำตัวรุ่มร่ามไม่ ให้เกียรติหนูชิโลเขาอีก ทำตามที่แม่ขอได้มั้ย”
       “ทำไมครับแม่”
       “ก็บอกว่าไม่ต้องถาม แม่สั่งยังไงแกก็ต้องทำตาม แม่เอาชีวิตของแม่เป็นประกันได้ว่า หนูชิโลเป็นคนดีมากและดีเกินกว่าที่แกจะคิดถึง”
       “เฮ้อ...ก็ได้ครับ ต่อไปผมจะไม่ไปเจ๊าะแจ๊ะชิโลให้แม่เห็น”
       “จะต่อหน้าแม่หรือลับหลังก็ไม่ได้”
       “ครับๆๆๆๆ”
       “แล้วที่สำคัญ แกต้องรับปากแม่ด้วยว่าจะปกป้องคุ้มครองหนูชิโลห้ามให้เขาได้รับ อันตรายอะไรเด็ดขาด รับปากแม่นะตาแซม”
       “ครับ...ผมจะทำตามที่แม่สั่งทุกอย่าง แม่จะได้สบายใจแล้วนอนหลับพักผ่อนซะที”
       “ขอบใจนะตาแซม”
       นารีรู้สึกโล่งใจเลยเดินไปเข้าห้องนอน สการกอดอกมองแม่อย่างแปลกใจสงสัย
       “ชิโล...นี่เธอไปร่ายมนต์สะกดอะไรให้แม่ฉันหลงเธอขนาดนี้เนี่ย”
      
       นารีเข้ามาในห้องนั่งลงที่เตียงหยิบสมุดสวดมนต์เล่มประจำของเธอขึ้น มาแล้วเปิดหน้าที่ถูกคั่นเอาไว้ด้วยภาพ ถ่ายเก่าๆ เป็นภาพที่นารีมีลูกสาวคนแรกและอุ้มเด็กน้อยเอาไว้ในอ้อมกอดอย่างเอ็นดู นารีมองภาพนั้นไปน้ำตาก็ซึมไปด้วยความปลื้มปิติ
       “ลูกแม่...ไม่ใช่สิ นางฟ้าของแม่ ในที่สุดหนูก็กลับมาหาแม่แล้วจริงๆ”
      
       นารีน้ำตาไหลด้วยความดีใจ มือก็ลูบใบหน้าของเด็กน้อยในภาพถ่ายไป
วันใหม่... ชิโลคิ้วขมวดสงสัยเมื่ออุ้มสมเปิดประเด็นบางอย่างให้เธอคิด
        
       “ห๊า !! เจ้าว่ายังไงนะ เรากับผู้กองสการเป็นพี่น้องกันเหรอ”
       “ก็ใช่น่ะสิ เจ้าจำที่คุณป้าเล่าเรื่องลูกสาวคนแรกของเธอให้ฟังได้มั้ย”
       “จำได้ ก่อนจะมีผู้กองสการ คุณป้ามีลูกยากมากเลยไปขอพรให้ได้ลูกจนได้ลูกสาวสมใจ แต่ลูกสาวของคุณป้าก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ทุกวันนี้คุณป้าก็ยังเชื่อตามที่มีพระทักไว้ว่า”
       ชิโลทวนเรื่องราวของนารีไปแล้วก็ชะงักอึ้งไปเอง ชิโลตาโตตกใจ
       “อุ้มสม !!”
       “ใช่...ลูกสาวของคุณป้าเป็นนางฟ้าที่จะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง เพราะอย่างนี้ไงเจ้าถึง ได้รู้สึกผูกพันทั้งกับคุณป้าและผู้กองสการตั้งแต่ได้มาอยู่ที่นี่
       “ถ้าฉันเป็นลูกสาวของคุณป้าจริงๆ ก็เท่ากับว่าฉันกับผู้กองสการ”
       ชิโลนิ่งงันก่อนจะตกใจสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงสการดังมาจากประตูห้อง
       “ชิโล !!”
       “ผู้กอง”
       สการปรี่เข้ามาจับข้อมือจะลากพาออกไป
       “ฉันมีเรื่องต้องคุยกับเธอ”
       “ปล่อยฉันนะผู้กอง ฉันไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น”
       “แต่ฉันสั่งเธอต้องทำ”
       อุ้มสมพยายามห้าม
       “ผู้กองครับ ปล่อยพี่ชิโลก่อนเถอะ มีอะไรค่อยๆคุยกันดีกว่า”
       “นายไม่ต้องห่วงว่าฉันจะทำอะไรพี่นายหรอก เอ้า...ฉันมีของมาฝาก เห็นแม่ฉันบอกว่า นายชอบกินมาก”
       สการโยนกระป๋องเมล็ดทานตะวันให้ อุ้มสมรับมาแล้วตาโต
       “เมล็ดทานตะวันอบสมุนไพร...สุดยอด อยากกินอยู่พอดีเลย”
       อุ้มสมตื่นเต้นกับเมล็ดทานตะวันรสใหม่แล้วนึกขึ้นได้เงยหน้าขึ้นมาอีกทีไม่เจอชิโลกับสการแล้ว
       “อ้าว..ชิโล...ผู้กอง”
      
       สการฉุดกระชากพาชิโลเข้ามายัดใส่รถที่จอดอยู่หน้าคอนโดฯ แต่ชิโลไม่ยอมเข้า
       “ไม่..ฉันไม่ไปไหนกับคุณ”
       “หยุดโวยวายแล้วเข้าไป”
       สการพยายามดันให้เข้าไปในรถ
       “ก็บอกว่าไม่ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ยอมคุณอีกแล้ว”
       “พยศนักใช่มั้ย ก็ได้...เธอหาเรื่องเองนะ”
       สการใช้กุญแจมือล็อคข้อมือขวาชิโลมาล็อคกับข้อมือซ้ายตัวเอง ชิโลตกใจ
       “ผู้กอง !! นี่คุณใช้กุญแจมือกับฉันอีกแล้วเหรอ”
       “ลื่นอย่างกับปลาไหลอย่างเธอ ถ้าไม่ใช้เครื่องทุ่นแรงมีเหรอจะหยุดเธอได้”
       “เอากุญแจมาให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ”
       “ตอนนี้ฉันยังให้ไม่ได้จนกว่าฉันจะเคลียร์ทุกอย่างกับเธอ เข้าไปในรถ...ไปสิ”
       ชิโลมองสการอย่างเจ็บใจ เลยแกล้งกลับด้วยการกระชากแขนแรงๆจนสการกลายเป็นฝ่ายถูกดึงเข้าไปในรถ
      
       เมื่อกลับมาบ้าน...สิริสุดายืนกอดอกครุ่นคิดจนคิ้วแทบผูกโบว์ ทองทิวเดินเข้ามาหาลูกสาว
       “มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ ทำไมไม่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”
       “สิไม่อยากไปค่ะ คุณป๋าไปเองแล้วกัน”
       “แต่นี่เป็นวันเกิดท่านรัฐมนตรี ป๋าบอกท่านไว้ว่าจะพาสิไปด้วย”
       “สิไม่รู้เรื่องการเมือง ไปแล้วก็มีแต่นั่งเบื่อ สิมีเรื่องสำคัญต้องให้ทำอีกตั้งเยอะ”
       สิริสุดาจะเดินออกไปแต่ทองทิวเข้าไปจับแขนลูกสาวเอาไว้
       “เรื่องอื่นไว้ทีหลัง ธุระของป๋าสำคัญกว่า สิต้องไปกับป๋า !!”
       สิริสุดาชะงักเพราะโดนบีบแขนแรง
       “ป๋า…สิเจ็บ”
       สิริสุดารีบแกะแขนทองทิวที่เผลอลืมตัวใส่อารมณ์กับลูกสาว
       “สิ…ป๋าขอโทษ ป๋าไม่ตั้งใจ”
       “สิไม่ยกโทษให้ !! เดี๋ยวนี้ป๋าเปลี่ยนไป ป๋าคิดแต่เรื่องตัวเอง ไม่เคยคิดถึงสิเลย”
       สิริสุดาน้ำตานองหน้าน้อยใจวิ่งเข้าไปในบ้าน
       “สิ !!”
       ทองทิวหัวเสียที่ลูกสาวไม่ยอมทำตามที่สั่ง ระหว่างนั้นหันไปเห็นเอิงเอยที่เข้ามาพอดี
       “สวัสดีค่ะคุณป๋า”
       “มาก็ดีแล้ว รู้ใช่มั้ยว่าลูกสาวฉันหงุดหงิดอารมณ์เสียเรื่องอะไร” ทองทิวถามทันที...
      
       ทองทิวเข้ามานั่งในรถ สาโรจน์ตามเข้ามานั่งประกบเจ้านาย
       “คนของผมรายงานมาว่า ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นอยู่กับผู้กองสการครับ นายจะให้ผมจัดการ ยังไงครับ”
       ทองทิวครุ่นคิด
       “อยู่กับไอ้ผู้กองตัวแสบนั่นเหรอ...ก็ดีถือว่ายิงนัดเดียวได้นกสอง ตัว แกไป หามือดีที่ไว้ใจได้ ห้ามใช้คนของเราเด็ดขาด แล้วส่งไปจัดการพวกมัน อย่าให้สกปรก มาถึงฉัน”
       “ครับนาย”
       สาโรจน์ลงจากรถไปกดโทรศัพท์ ทองทิวสีหน้าเหี้ยมโหด
      
       สิริสุดาร้องไห้สะอึกสะอื้น เอิงเอยยื่นกระดาษทิชชู่ให้ สิริสุดาเอามาสั่งน้ำมูกดัง…พรืดดดด เอิงเอยสะดุ้ง
       “ แก…เลิกร้องไห้เถอะ คุณป๋าแกเขาบอกกับฉัน ว่าเขาจะจัดการเคลียร์ปัญหาให้”
       “ป๋าก็พูดไปงั้นแหละ..ฮือๆๆ เดี๋ยวนี้ป๋าสัญญาอะไรแล้วไม่เคยทำได้สักอย่าง วันๆสนใจ แต่เรื่องตัวเอง ไม่เคยสนใจฉันเลย”
       “ไม่หรอกแก พอฉันเล่าให้ฟังว่านังชิโลบ้ามันเล่นของทำคุณไสย จนแกต้องเสียหน้า คุณป๋าก็โมโหใหญ่เลย สั่งให้ฉันมาบอกแกว่าทุกอย่างต้องจบ”
       “คุณป๋าบอกอย่างนั้นจริงๆเหรอ”
       “ฉันจะโกหกทำไมล่ะ ฉันก็ก๊อบปี้ทุกคำพูดมาบอกแกนี่แหละ”
       “แล้วคุณป๋าบอกรึเปล่าว่าจะจัดการยังไงกับนังชิโล”
       เอิงเอยส่ายหน้า
       “เปล่า ไม่ได้บอก”
       “โธ่เอ้ย...แกเนี่ย ไม่ได้เรื่องเลย”
       “อ้าว” เอิงเอยเซ็งเมื่อถูกว่าอย่างนั้น...
      
       หน้าโบสถ์วัดสวยงามแห่งหนึ่ง สการดึงแขนพาชิโลที่ถูกล่ามด้วยกุญแจมือติดกับตัวเองเข้ามา
       “ปล่อยฉันนะผู้กอง อยากคุยกับฉันดีๆ ก็ไขกุญแจให้ฉันสิ ทำไมต้องพาฉันมาที่วัดด้วย”
       “เมื่อคืนนี้แม่ฉันยืนยันว่าเธอเป็นคนดี ฉันก็เลยอยากรู้นัก ว่าคนดีของแม่จะกล้าโกหกทำ ผิดศีลถึงในวัดรึเปล่า”
       “ฉันไม่เคยทำผิดศีล แต่เวลาฉันพูดความจริง คุณไม่เคยฟังฉันเลยต่างหาก”
       “ถ้าฉันเชื่อว่าเธอเป็นนางฟ้ามาจากสวรรค์ ฉันจะยอมคลานสี่ขาวิ่งรอบโบสถ์ 50 รอบ”
       “อย่าเลยโยม ที่วัดนี่มีหมาเยอะแล้ว”
       สการสะดุ้งโหยงเห็นพระองค์หนึ่งก้าวออกมาจากโบสถ์
       “หลวงพ่อ”
       “มีปัญหาอะไรกัน ที่นี่เขตวัดไม่ควรส่งเสียงรบกวนพระนะ”
       “ผมต้องขอโทษด้วยครับหลวงพ่อ ผมเป็นตำรวจ” สการแสดงตราให้ดู “มีเรื่องจำเป็นต้องพา ผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำครับ”
       “สอบปากคำกันที่วัดเนี่ยนะโยม”
       “ครับ...ผู้ต้องสงสัยรายนี้ของผมไม่เคยพูดความจริง ผมก็เลยต้องพามาสาบานต่อหน้า พระ จะได้รู้ว่าอยู่ในศีลในธรรมจริงอย่างที่อ้างรึเปล่า”
       หลวงพ่อฟังสการแล้วหันไปมองชิโล สายตาของหลวงพ่อรู้สึกแปลกๆกับชิโล
       “ผมคงต้องขอรบกวนเวลาของหลวงพ่อช่วยเป็นพยานให้ผมด้วย จะได้มั้ยครับ”
      
       หลวงพ่อพยักหน้ารับเมื่อสการบอกอย่างนั้น
ที่มา manager.co.th
 

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น