
เก่งจ้องย้งด้วยแววตาอำมหิตสักครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“อย่าบอกใครเรื่องนี้เด็ดขาด ไม่งั้นตาย”
ย้งอึ้งไป ขณะที่เก่งปาอาวุธทิ้งไปก่อนจะผละจากย้งไป ย้งลุกขึ้นตั้งหลักด้วยความสะเทือนใจ ทำหน้าจะร้องไห้ “เสียแรงข้าอุตส่าห์ช่วยปิดความลับให้เอ็งก็เอาสิวะ ! ในเมื่อเอ็งไม่ยอมช่วยข้า ข้าจัดการเองโว้ยเอ็งเป็นโจรได้! ข้าก็เป็นได้เหมือนกัน”
ครูเพิ่มใจหายวาบ ขณะที่เก่งเบือนหน้าหนี ย้งฮึดฮัดก่อนจะวิ่งจากไป
เก่งออกอาการหงุดหงิดอยู่ในห้องนั่งเล่น ขณะที่ครูเพิ่มตามเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล
“นายย้งเค้าจะเอาจริงรึเปล่า”
“ชั้นไม่รู้”
“แล้วถ้ามันแฉขึ้นมา…”
เก่งตาวาว “ก็ลองสิ! ถ้ามันปากโป้งเมื่อไหร่ ชั้นไม่เอาไว้แน่”
ครูเพิ่มหนักใจ ขณะที่เก่งเองก็ทั้งโกรธทั้งสับสน
เช้าวันต่อมา ภายในห้องพักเพ็ญพรในสถานีอนามัย เพ็ญพรเพิ่งทำความสะอาดปืนเสร็จ และกำลังประกอบเข้าที่ แต่จังหวะนั้นเองที่เสียงฝีเท้าใครบางคนเดินมาหยุดที่หน้าประตู
เพ็ญพรบรรจุกระสุนปืนแล้วเล็งไปที่ประตูทันที
“นั่นใคร!”
เสียงวาสนาดังลอดเข้ามา “ชั้นเองค่ะหมอวาสนา”
เพ็ญพรชะงักก่อนจะลดปืนลง
ที่ร้านกาแฟเถ้าแก่ตงเช้านั้น มีลูกค้าประปราย เพ็ญพรกับวาสนากำลังนั่งคุยกันระหว่างทานกาแฟขนมปังปิ้ง
“ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ ที่เลี้ยงอาหารเช้า”
“อย่าเกรงใจเลยค่ะ ที่บ้านไม้งามเนี่ยค่อนข้างอัตคัดสักหน่อย ถ้าขาดเหลืออะไรผู้หมวดบอกชั้นได้นะคะ”
เพ็ญพรพยักหน้ารับยิ้มๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เออจริงสิคะ ชั้นได้ยินชาวบ้านเค้าลือกันว่า คุณหมอเคยถูกนางโจรชุดดำจับตัวไป ไม่ทราบว่าเป็นความจริงรึเปล่า”
“แค่ตกเป็นตัวประกันเท่านั้นเองค่ะ ไม่ได้ถูกจับไปไหน ว่าแต่..ผู้หมวดถามทำไมเหรอคะ”
เพ็ญพรถามเก็บข้อมูล “คือ..คุณหมอคิดว่านางโจรชุดดำเนี่ย เป็นผู้หญิงจริงๆ รึเปล่าคะหรือว่าเป็นผู้ชายปลอมตัวมา”
วาสนาคิดสักครู่ “ผู้หญิงค่ะ ชั้นมั่นใจ เพราะสัมผัสมันฟ้องแบบนั้น ทั้งรูป ทั้งเสียง ไม่มีทางเป็นผู้ชายเด็ดขาด”
เพ็ญพรไม่ทันได้ซักอะไรอีก หมวยใหญ่ก็เดินส่ายนมถือถาดเปล่าสำหรับเสิร์ฟเครื่องดื่มที่เพิ่งเสิร์ฟโต๊ะอื่น แวะเข้ามาดู
“ว่าไงฮ๊า...คุงตำรวจ กาแฟกับขนมปังร้านอั้วพอสู้ของที่กรุงเทพฯ ได้รึเปล่า”
“อร่อยค่ะเจ๊หมวย อร่อยกว่าที่กรุงเทพฯซะอีก แต่รสชาติเหมือนกับของนายเก่งเลยนะคะ”
หมวยใหญ่ดี๊ด๊าเมื่อมีคนชมเด็กในเครือ “อั๊ยย่ะ ขานั้นเค้าเป็นเด็กอั้ว เอ้ย เป็นลูกศิษย์อั้วเอง อั้วเป็นคนสอนอีทุกอย่างเลยนะ มันก็เลยเหมือนๆ กัน ราวกับเป็นเนื้อคู่ ฮี่ๆๆ”
วาสนานึกได้ “เออจริงสิคะเจ๊หมวย แล้ววันนี้นายเก่งเค้าไม่ขายเหรอคะ ตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นแวะไปแถวอนามัยเลย”
หมวยใหญ่นิ่งคิด “เอ น่าจะหยุดนะ เมื่อวานอาป๊าอั้วเห็นอีแวะมาซื้อธูปซื้อเทียนสงสัยจะไปทำบุญ”
วาสนาพยักหน้ารับทราบ ขณะที่เพ็ญพรนึกเอะใจ
เก่งกำลังยืนดูสภาพบ้านของผู้ใหญ่ทองอย่างเศร้าสลดใจ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะเดินมาสมทบ เมื่อมองไปจึงพบว่าเป็นผู้ใหญ่ทองนั่นเอง
“พ่อผู้ใหญ่”
ผู้ใหญ่ทองทักทาย “ไม่สบายใจเหรอนังแก้ว”
“ชั้นเหนื่อย ชั้นเหนื่อยเหลือเกินพ่อผู้ใหญ่ ทำไมเส้นทางที่ชั้นเลือกมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้” สีหน้าแสน สับสนหนัก “ชั้นต้องปิดบังตัวเองกับคนที่รักต้องบาดหมางกับเพื่อนที่ไว้ใจ นี่ชั้นทำดีอยู่รึเปล่า ทำไมความดีมันถึงไม่ตอบแทนชั้นบ้าง”
ผู้ใหญ่ทองสอนสั่ง “ถ้าหวังสิ่งตอบแทน แล้วจะเรียกว่าทำดีได้ยังไง… เอ็งจำไว้นะนังแก้ว หัวใจของการทำดีก็คือการเสียสละความสุขของการทำดีก็คือความภาคภูมิใจ” ผู้ใหญ่ขยับเปลี่ยนอิริยาบถ “ถามตัวเองให้ชัด….ว่าที่เอ็งทำอยู่.. เอ็งทำไปเพื่ออะไร”
เก่งหรือแก้วลืมตาตื่นขึ้น และเหลือบมองไปมาเหมือนกำลังตั้งสติ เก่งลุกขึ้นนั่งและพบว่าตัวเองยังอยู่บนเตียง ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความฝัน เก่งตั้งสติสักพักก็นึกขึ้นได้
“เฮ้ย เกือบลืม วันนี้ครบรอบวันตายของพ่อผู้ใหญ่”
เก่งกำลังจุดธูปไหว้ผู้ใหญ่ทองตรงที่เก็บอัฐิ บริเวณกำแพงวัด
“ชั้นถามตัวเองแล้วพ่อผู้ใหญ่ ว่าจะทำความดีไปเพื่ออะไรตอนนี้ชั้นได้คำตอบแล้ว เพื่อทดแทนบุญคุณของแผ่นดินเกิด เพื่ออยู่และตายอย่างมีศักดิ์ศรี เรื่องพวกนี้พ่อผู้ใหญ่สอนชั้นตั้งแต่ยังเล็ก
ชั้นไม่มีวันลืมเด็ดขาด”
เก่งมองรูปผู้ใหญ่ทองอย่างศรัทธา ก่อนจะเอื้อมมือไปปักธูป แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นมีก้านธูปของเก่าคาอยู่ เก่งอดสงสัยไม่ได้ว่านอกจากเธอแล้วจะมีใครอีกบ้างที่มาไหว้ผู้ใหญ่ทอง
ในเวลาต่อมา ตาคงกำลังครุ่นคิดหลังได้ยินคำถามจากเก่ง
“เอ ใครมาไหว้ผู้ใหญ่ทองน่ะเหรอ ไม่รู้แฮะ ไม่ทันได้สังเกตว่าแต่เอ็งจะถามไปทำไมวะไอ้หนุ่ม โกฏิของผู้ใหญ่ทอง เอ็งไหว้เป็นคนเดียวหรือไง”
“เปล่า ชั้นก็แค่อยากรู้น่ะลุง เผื่อเป็นคอหวยเหมือนกัน จะได้ถามว่ามีเลขเด็ดอะไรบ้าง” เก่งเฉไฉ
“ฮือ บ้าพนัน งมงาย ไม่เข้าท่า” ตาคงอึกอักอยู่พักหนึ่งแล้วหันมาถาม “เออถ้ามีเลขจริงก็บอกด้วยนะ”
เก่งพยักหน้าส่งเดช “จ้ะลุง ขอบใจนะ”
เก่งทำท่าจะปลีกตัวไปขึ้นรถ แต่แล้วตาคงก็นึกขึ้นได้
“เออข้านึกออกแล้ว”
เก่งหันมาหา “อะไรเหรอลุง”
“ตำรวจหญิงที่มาใหม่น่ะ เมื่อเช้าข้าเห็นเค้ามาที่นี่แต่ไม่รู้นะ ว่าเค้าเป็นคนไหว้รึเปล่า”
เก่งรำพึง “ตำรวจหญิง”
ตาคงพยักหน้าอย่างมั่นใจ ขณะที่เก่งเริ่มสังหรณ์ใจบางอย่างในตัวเพ็ญพร
ที่ห้องทำงานผู้กองธัมโมบนโรงพักยามนั้น จ่าไชโยนำเอกสารรายชื่อมายื่นให้ธัมโม
“นี่ครับผู้กอง รายชื่อผู้หญิงทั้งหมดในหมู่บ้านไม้งาม ตั้งแต่เด็กยันแก่มี 45 คนถ้วนครับ”
ธัมโมรับมาเปิดอ่าน “ฮืม ขอบใจมากนะจ่า”
ไชโยรายงานต่อ “ส่วนใหญ่มีผัวแล้วนะครับ”
ธัมโมเอ็ด “จะบ้าเหรอจ่า ผมกำลังหาตัวผู้ต้องสงสัย”
“ผู้ต้องสงสัย? ชาวบ้านเนี่ยนะครับ” ไชโยสงสัย
“ใช่ ผมเชื่อว่านางสิงห์ชุดดำ ก็คือชาวบ้านคนใดคนนึงที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ และอาจเป็นคนที่เรารู้จักก็ได้”
ไชโยพยักหน้าเข้าใจ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา”
หมู่โอฬารเข้ามาตะเบ๊ะทำความเคารพ “รายงานครับผู้กอง คุณเพลินตาแวะมาที่โรงพักครับ”
ธัมโมแปลกใจ “มาหาผมเหรอ”
“เปล่าครับ มาหาสารวัตรดนัย” โอฬาร
ธัมโมอึ้งไป ไชโยเข้าไปเอ็ดโอฬารเบาๆ
“แล้วจะบอกผู้กองเค้าทำไมล่ะหมู่”
“แหมจ่าก็..กิ๊กเก่า เผื่อผู้กองเค้าจะอยากรู้” โอฬารย้อน
“ฮึ่ย ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” โชโยดุคู่หู
ไม่นานต่อมา ดนัยเดินออกจากห้องทำงานมาส่งเพลินตาที่ห้องโถงโรงพัก
“ขอบคุณมากนะครับคุณเพลินตา ฝากเรียนเสี่ยเล้งด้วยว่าถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ ผมจะไปฝากตัวถึงบ้าน” ดนัยเอ่ยขึ้น
“ด้วยความยินดีค่ะสารวัตร”
“เรียกผมว่าดนัยเถอะครับ จะได้เป็นกันเอง”
“แหม จะดีเหรอคะ..เอ่อ..คุณดนัย”
ดนัยจ้องเพลินตาด้วยแววตาแทะโลม โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าระหว่างนั้นธัมโม ไชโย และโอฬาร ก็ได้แง้มประตูออกมามอง ดนัยยื่นมือให้เพลินตา
“ผมยินดีมากครับที่ได้รู้จักกับคุณ หวังว่าต่อไปเราจะสนิทกันยิ่งขึ้น”
“เช่นกันค่ะคุณดนัย”
เพลินตาจับมือดนัย ขณะที่ดนัยกุมมือเพลินตา และเพลินตากุมตอบ ธัมโมมองภาพตรงหน้ารู้สึกใจหายไม่ได้
มิ่งนั่งรออยู่กับคนขับ พอเห็นเพลินตาออกมาจากโรงพักก็รีบลงมาเปิดประตูรอ
ธัมโมตามออกมาเรียกไว้ “เพลินตา เดี๋ยวก่อน”
เพลินตาหันมาหา “ธัมโม มีอะไรเหรอคะ”
ธัมโม มีท่าทีกลัวๆ กล้าๆ “นี่คุณ คุณมีแผนอะไรกันแน่”
เพลินตา ยิ้มเชิดตีหน้างง “แผน ? เปล่านี่คะ ครอบครัวตาเป็นคนทำมาค้าขาย เจอคนใหญ่คนโตที่ไหนก็ต้องฝากตัวไว้เป็นธรรมดา ว่าแต่ธัมโมเถอะค่ะ สงสัยอะไร”
คราวนี้ธัมโมอึกอัก “ผม..ผมก็แค่…”
“มันสายไปแล้วค่ะธัมโม โอกาสที่สอง….คุณอยากไม่สนใจเอง” พูดน้ำเสียงเย้ย “ช่วยไม่ได้”
ธัมโมนิ่งอึ้งไป เพลินตาสะบัดหน้าจะขึ้นรถ แต่แล้วก็นึกบางอย่างขึ้นได้
“อ้อ เกือบลืม ตาเอานี่มาคืนค่ะ”
เพลินตาหยิบแหวนสลักชื่อ “ธัมโม” มายื่นคืนให้เจ้าของ
“แหวนวงนี้ตาไม่ต้องการอีกแล้ว ส่วนแหวนที่มีชื่อของตา โมก็ทิ้งไปเถอะค่ะ อย่าเก็บไว้อีกเลย”
ธัมโมรับแหวนมาด้วยความสะเทือนใจ
เพลินตาหันมามองอย่างเย็นชา ขณะที่ดนัยเดินนำไชโย กับโอฬารออกมาดูเหตุการณ์
ธัมโมกับเพลินตาสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่เพลินตาจะเดินขึ้นรถไป
ธัมโมยืนมองรถของเพลินตาแล่นจากไปด้วยความร้าวราน ไชโยกับโอฬารเฝ้ามองอย่างเห็นใจ ในขณะที่ดนัยแอบยิ้มกริ่มเหมือนเห็นช่องทางอะไรบางอย่าง
เวลาเดียวกันหมวยใหญ่กำลังจัดของอยู่ ก่อนที่ย้งจะเดินออกมาจากในบ้านเรียก
“เจ๊”
“ว่า…”
“วิกผมลื้อ อั้วยืมก่อนนะ”
“เออ” หมวยใหญ่บอก จนนึกขึ้นได้ “เฮ้ย วิกผม” หันไปหา “ลื้อจะเอาไปทำไมวะอาย้ง อาย้ง”
ย้งไม่ตอบเดินขึ้นบ้านไปแล้ว หมวยใหญ่ได้แต่สงสัยว่าอาย้งมีแผนอะไร
วิกผมของหมวยใหญ่ถูกวางอยู่ใกล้ๆ กัน ย้งกำลังง่วนกับการใช้จักรเย็บผ้า ขึ้นรูปเป็นอาภรณ์สีดำขึ้นมาชุดหนึ่ง
“โทษข้าไม่ได้นะไอ้เก่ง เพราะเอ็งไม่ยอมช่วยข้า ข้าถึงต้องทำแบบนี้”
ว่าพลางย้งหยิบชุดที่เพิ่งเย็บเสร็จขึ้นมากาง…เหมือนชุดนางสิงห์ชุดดำไม่มีผิดเพี้ยน
รถเพ็ญพรจอดอยู่ ตรงถนนละแวกบ้านผู้ใหญ่ทอง ขณะที่เจ้าตัวลงจากรถมายืนดูบ้านของผู้ใหญ่ทองที่ถูกปล่อยให้ทิ้งรกร้าง อย่างใช้ความคิด นึกเรื่องที่คุยกับดนัยเมื่อไม่กี่วันก่อน
“ผู้ใหญ่ทอง..เค้าเป็นใครเหรอคะ”
สองคนคุยกันอยู่ในห้องทำงานสารวัตรดนัย
เวลานั้นดนัยหยิบแฟ้มคดีส่งให้เพ็ญพรก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เค้าเป็นวีรบุรุษของบ้านไม้งาม เป็นแกนนำคนสำคัญที่ปลุกระดมชาวบ้านให้ต่อต้านกำนันศร ก่อนที่ตัวเองกับครอบครัวจะถูกสังหารหมู่”
เพ็ญพรพลิกแฟ้มไปมา “เรื่องมันนานมากแล้วนี่คะ”
“ใช่ แต่ถ้าคิดจะเล่นงานกำนันศร เราก็ควรศึกษาคดีนี้เอาไว้ อย่างน้อยก็เพื่อเตือนใจ ไม่ให้พลาดเหมือนผู้ใหญ่ทอง”
เพ็ญพรพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะเปิดดูแฟ้มคดี
เสียงกำนันศรโต้เถียงกับผู้ใหญ่ทองดังแว่วเข้ามา “ไอ้ทอง เอ็งอยากตายใช่มั้ย”
กำนันศรและพวกโต้เถียงอยู่กับผู้ใหญ่ทองซึ่งกำลังถือปืน โดยมีครูเพิ่มยืนดูอยู่ห่างๆ กับ ด.ญ.แก้ว ขณะที่ด.ญ.บัวยืนหลบอยู่หลัง
“ข้าอุตส่าห์ให้เกียรติเอ็ง ชวนเอ็งมาเป็นพวก แต่เอ็งก็ยังดื้อด้านปฏิเสธความหวังดีของข้า” ใบหน้ากำนันศรมองอย่างแค้นเคือง “แบบนี้มันหักเหลี่ยมกันนี่หว่า”
“ไอ้ศร เงินของเอ็งที่ได้มาจากการรีดไถชาวบ้านของเอ็ง ข้ารับไม่ได้จริงๆ เอ็งเป็นถึงข้าราชการ ไม่ควรทำแบบนี้”
“ทำไมวะ ในเมื่อบ้านไม้งามมันเป็นของข้า ข้าจะปกครองยังไงก็ได้ ที่หมู่บ้านอื่นมีโจร แต่ที่บ้านไม้งามไม่เคยมี ที่หมู่บ้านอื่นมีความอดอยากหิวโหย แต่ที่บ้านไม้งามไม่เคยเป็นแบบนั้นบารมีของข้านำความร่มเย็น นำความเจริญมาสู่แผ่นดินนี้” จังหวะนั้นกำนันศรกระทุ้งไม้เท้าประกาศศักดา “แผ่นดินที่ข้าเป็นเจ้าของ”
“เอ็งมันหลงอำนาจไอ้ศร สักวันฟ้าดินจะต้องลงโทษเอ็ง”
กำนันศรตวัดไม้เท้าชี้หน้าผู้ใหญ่ทองอย่างเกรี้ยวกราด ผู้ใหญ่ทองรีบยกปืนลูกซองเล็งตอบโต้เช่นกัน
“เดี๋ยวก็รู้ไอ้ทอง ว่าฟ้าดิน กับปืนของข้า ใครจะไวกว่ากัน”
ผู้ใหญ่ทองกระชับปืนในมือแน่น ไม่ยอมเอ่ยอะไรอีก
ครูเพิ่ม ด.ญ.แก้วและด.ญ.บัวต่างรู้สึกตื่นกลัว
ขณะนั้นเองตาคงปั่นจักรยานคันเก่าๆ ผ่านมาเจอเพ็ญพรเข้าพอดี
“อ้าวคุณตำรวจ มาหลบอยู่นี่เอง”
เพ็ญพรนึกแปลกใจ “มีใครหาชั้นเหรอลุง”
“เปล่าหรอกครับ แต่เมื่อเช้านายเก่งเค้าถามถึง เค้าสงสัยว่าใช่ ผู้หมวดรึเปล่าที่ไปไหว้โกฏิผู้ใหญ่ทอง” ตาคงพูดท่าทีขำๆ “แบบว่าเค้าอยากได้เลขเด็ดน่ะ”
เพ็ญพรพยักหน้า “อ๋อ” แล้วนึกเอะใจ “นี่นายเก่ง เค้าก็ไปไหว้เหมือนกันเหรอ”
ที่ห้องตรวจโรค ในสถานีอนามัยบ้านไม้งามเวลานั้น วาสนากำลังถือไฟฉายและที่กดลิ้น ตรวจอาการเด็กหญิงชาวบ้านรายหนึ่ง
“อ้าปากกว้างๆ นะคะ เดี๋ยวหมอจะเช็คดูแป๊บนึง ค่ะ ค้างไว้อีก แป๊บนึงนะคะ”
ระหว่างนั้นเอง เด็กหญิงคนนั้นก็เห็นนางสิงห์ชุดดำโหนตัวผ่านหน้าต่างไป
เด็กหญิงอ้าปากอยู่จะบอกวาสนาว่าเห็นนางสิงห์ “อ้า..อ้า…”
“อย่าเพิ่งพูดสิคะ อ้าไว้ก่อน”
เด็กหญิงตาละห้อย “อ้า.....”
นางสิงห์โหนตัวเข้ามาในห้องพักเพ็ญพรทางหน้าต่าง พอตั้งหลักได้ก็ลงมือค้นหาเบาะแสในห้องของเพ็ญพรทันที ทั้งจากตู้เสื้อผ้า ที่นอน ไปจนถึงโต๊ะทำงาน ทุกซอกมุม
ด้านวาสนาเพิ่งตรวจคนไข้เสร็จ
“สงสัยจะเป็นหลอดลมอักเสบ เดี๋ยวหมอจัดยาให้นะคะ นอนพักมากๆ ทานน้ำอุ่นสักวันสองวันเดี๋ยวก็หาย”
เด็กหญิงเอ่ยขึ้น “คุณหมอคะ ตะกี๊หนูเห็นคนชุดดำโหนตัวผ่านหน้าต่างไปค่ะ”
วาสนาชะงักกึก ขณะที่เพ็ญพรผ่านมาได้ยินพอดี
“ไปทางไหนจ๊ะ”
เด็กหญิงชี้ไปทางหลังบ้าน เพ็ญพรมองตามไป
เมื่อนางสิงห์ค้นไม่เจอเบาะแสอะไรก็หันมาค้นเป้าหมายสุดท้ายนั่นคือ ชั้นวางหนังสือ และเมื่อค้นไปสักพักเธอก็เจอกับกล่องขนมปังกรอบใบหนึ่งที่เหน็บอยู่ ภายในกล่องมีหนังสือการ์ตูนเก่าๆ สองสามเล่ม เป็นเรื่องที่เลิกตีพิมพ์ไปนานแล้ว นั่นก็คือ “อัศวินหน้ากากดำ”
เก่งมองหนังสือการ์ตูนเหล่านั้นอย่างตื่นเต้น และนึกสังหรณ์ใจ จังหวะนั้นเองที่เพ็ญพรผลักประตูเข้ามาพร้อมอาวุธปืน
“นางสิงห์ชุดดำ ยกมือขึ้น”
นางสิงห์ไม่ยกมือ แต่สะบัดลูกตุ้มโซ่ซัดปืนของเพ็ญพรจนหลุดมือไป ก่อนจะพุ่งเข้าเล่นงาน
ภาพตัดเป็นคัทสั้นๆ เห็นนางสิงห์กับเพ็ญพรต่อกรกันอยู่สองสามท่า ก่อนที่นางสิงห์จะล็อคตัวเพ็ญพรเอาไว้ และชนถูกประตูจนปิดลง
เพ็ญพรชะงัก “นี่แก”
“เธอเป็นใครกันแน่ บอกชั้นมาเดี๋ยวนี้” นางสิงห์คาดคั้น
เพ็ญพรแก้ล็อค ขยับเป็นฝ่ายล็อคนางสิงห์บ้าง “แล้วแกล่ะเป็นใคร บอกชั้นมาก่อนสิ”
“ชั้นไม่ใช่ศัตรูของทางการ เป้าหมายของชั้นคือพวกกำนันศร” นางสิงห์ว่า
“ผู้กองธัมโมเล่าให้ชั้นฟังหมดแล้ว รู้ไว้ด้วยนะว่าชั้นเองก็มีเป้าหมายเดียวกัน” เพ็ญพรบอก
จังหวะต่อมานางสิงห์แก้ล็อคคืนได้ ขยับมาล็อคเพ็ญพรตามเดิม พร้อมทั้งชักปืนออกมาจ่อ
“ชั้นไม่เชื่อเธอ”
“ชั้นพูดความจริง ชั้นอยากเป็นพวกเธอ จะให้ชั้นพิสูจน์ยังไงก็ได้”
นางสิงห์มองเพ็ญพรอย่างลังเล ขณะที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น
วาสนาตะโกนมาจากหน้าห้อง “ผู้หมวดคะ เป็นยังไงบ้างคะ เจอใครรึเปล่า”
เพ็ญพรมองนางสิงห์ “ไม่ค่ะ เจอแค่แมวตัวนึง”
“ตัวใหญ่มากเหรอคะ ชั้นได้ยินเสียงโครมครามไปถึงข้างนอก” วาสนาถามต่อ
“ค่ะ ตัวใหญ่มาก”
วาสนาครุ่นคิดอย่างงงๆ ขณะที่นางสิงห์ค่อยๆ ปลดนกปืน นึกสงสัยครามครันว่าแท้จริงแล้วเพ็ญพรเป็นใคร และจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่?
เวลาเดียวกันย้งมาซุ่มดูลาดเลาแถวหน้าบ้านเสี่ยเล้ง
“เอาวะประเดิมงานแรก คืนนี้ปล้นบ้านไอ้เสี่ยเล้งนี่ล่ะถ้าสำเร็จละก็ รับรองรวยเละแน่”
ระหว่างนั้นย้งก็เห็นรถรับจ้างคันหนึ่งแล่นมาส่งลิ้นจี่ที่หน้าบ้าน แถมเฮัมมาอย่างอารมณ์ดีโครตๆ ทำเอาย้งรีบขยับซ่อนตัวให้มิดชิดกว่าเดิม
ย้งมึนงง “นังลิ้นจี่นี่หว่า มาทำอะไรที่นี่วะ”
มิ่งพยายามขวางทางลิ้นจี่ไม่ให้เข้ามาในห้องรับแขกในบ้าน
“นี่คุณ ก็ผมบอกแล้วไงว่าห้ามเข้า”
“โฮ่ย อะไรกันนักหนา ก็ไหนคุณจำเริญรับปากแล้วไง ว่าถ้าชั้นทำตามแผนล่ะก็ จะยกหนี้ให้ชั้น แล้วจะแถมเงินพิเศษให้อีกด้วย” ลิ้นจี่โวยใส่
“แต่เสี่ยน้อยมีเงื่อนไขว่าต้องชนะ ไม่ใช่แพ้” มิ่งสวนกลับ
“ไม่สน เอาสัญญาเงินกู้มาให้ชั้นเดี๋ยวนี้”
เสี่ยเล้งยินเสียงโหวกเหวกจึงเดินออกมาดู “มีเรื่องอะไรกันไอ้มิ่ง”
“เสี่ยครับ คือว่าคุณลิ้นจี่เค้า…”
ลิ้นจี่แทรกขึ้นอย่างเอาเรื่อง “ชั้นมาทวงสัญญา ลูกชายเสี่ยโกงชั้น”
ลิ้นจี่กระฟัดกระเฟียดใส่ เสี่ยเล้งเห็นท่าทางบ้านๆ ของลิ้นจี่แล้วยิ้มอย่างพอใจ เหมือนคิดแผนออกบางอย่าง
ภายในห้องทำงานเสี่ยเล้งเวลาต่อมา เสี่ยเล้งเปิดตู้เซฟเพื่อหยิบสัญญา เห็นว่าในเซฟมีเงินสดเป็นตั้ง พร้อมแก้วแหวนเงินทองที่ได้จากกิจการบ่อนอีกหลายรายการ ลิ้นจี่เห็นเข้าถึงกับชะเง้อชะแง้ตาโต
“อุ..แม่เจ้า”
เสี่ยเล้งทำเป็นไม่ได้ยิน “เรามันคนกันเองแท้ๆ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันก็ได้ เงินแค่ไม่กี่แสนไม่กี่ล้าน ขนหน้าแข้งผมไม่ร่วงหรอก”
พลางเสี่ยเล้งหยิบสัญญาเงินกู้มาให้ลิ้นจี่
“ขอบคุณนะคะเสี่ยที่ให้ความยุติธรรมกับลิ้นจี่”
“เดี๋ยวก่อน”
เสี่ยเล้งชักสัญญาหนี ลิ้นจี่พยายามไล่คว้า จนหน้าทิ่มไปซุกกับอ้อมอกของเสี่ยเล้ง
“อุ๊ยเสี่ยอ่ะ เล่นอะไรเนี่ย”
“ผมไม่อยากได้คำขอบคุณ แต่อยากให้คุณลิ้นจี่ทำอย่างอื่นให้ผมแล้วผมจะจ่ายเงินพิเศษให้”
“ทำอย่างอื่น? อร๊ายย ทำอะไรเหรอคะ” ลิ้นจี่ใส่จริต
เสี่ยเล้งยิ้มกริ่ม จนลิ้นจี่อดหวั่นไหวไม่ได้
ที่ห้องโถงโรงพักบ้านไม้งาม สารวัตรดนัยกำลังออกเวร และบอกกับผู้กองธัมโม
“พรุ่งนี้ชั้นกับผู้หมวดเพ็ญพรจะไปทานข้าวที่บ้านเสี่ยเล้งนายจะไปด้วยรึเปล่า”
ธัมโมพยายามท้วง “สารวัตรครับ ผมอยากจะเตือนว่า…”
ดนัยตัดบทดื้อๆ “เอาล่ะ ถ้าไม่ไปก็อย่าพูดมาก ชั้นขอตัวก่อน”
ธัมโมพูดตามหลัง “สารวัตรก็รู้! ว่าเสี่ยเล้งเป็นใคร เค้าเป็นพวกของกำนันศร เค้าทำงานผิดกฏหมาย ที่เค้าส่งเพลินตามาตีสนิทกับสารวัตร ก็เพราะต้องการหลอกใช้”
ไชโย โอฬาร และตำรวจอื่นๆ พากันออกอาการเลิ่กลั่กตกใจ ขณะที่ดนัยเดินกลับมาประจันหน้ากับธัมโม
“นายคิดว่าชั้นปัญญาอ่อนหรือไง คิดว่าชั้นดูไม่ออกงั้นเหรอทำเป็นหวังดี ชิ ชั้นว่านายหึงเพลินตาซะมากกว่า”
“สารวัตร” ธัมโมตะลึง
“ไม่เอาน่า เพลินตาเค้าไม่สนนาย นายก็อย่าตื๊อสิ หัดมีน้ำใจนักกีฬากับเค้าบ้าง”
ธัมโมนิ่งอึ้ง ขณะที่ดนัยเดินจากไป
เย็นนั้น ธัมโมขึ้นมานั่งซึมบนรถอยู่นาน กว่าจะตัดใจออกรถจากไป คู่หูหมู่กะจ่า ไชโยกับโอฬารที่ชะเง้อมองตาม
“น่าสงสารผู้กอง ต้องเสียสละความรักเพื่อหน้าที่ แต่ยังมาโดนย่ำยีซะอีก เฮ้อ” ไชโยเปิดก่อน
โอฬารตาม “สงสารอย่างเดียวไม่ได้ครับจ่า ลูกน้องอย่างเราต้องคอยดูแลสอดส่องด้วยนะครับ”
ไชโยสงสัย “ไปสอดไปส่องทำไมวะ”
“อ้าว คนเถรตรงอย่างผู้กองธัมโมเนี่ยครับ เวลาเครียดขึ้นมาจะไประบายออกกับใครได้ที่ไหน ผมเกรงว่า..แกอาจคิดสั้นก็ได้ครับ” โอฬารพูดอย่างผู้ทรงภูมิ
ไชโยตกใจ “หา ขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
โอฬารพยักหน้ายืนยันหนักแน่น จนไชโยเริ่มคล้อยตาม
ที่มา manager.co.th
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น