
“พี่พาหนูมาเที่ยวส่งท้ายนะคะเอม ไม่รู้เมื่อไหร่พี่จะมีโอกาสพาหนูมาเที่ยวไกลๆอย่างนี้อีกเมื่อไหร่ แต่พี่คิดว่าหนูคงคิดถึงเมืองไทยแล้วล่ะเนอะ แล้วพี่จะพาหนูไปร้านประจำที่เราชอบไปนั่งเล่นกันนะคะเอม”
ระบิลถอนหายใจก่อนตัดใจเก็บรูปคนรักเก่าเข้าไปในเสื้อ ระบิลมองไปรอบๆเหมือนจะสั่งลาสถานที่
“พร้อมจะกลับไปอยู่บนโลกแห่งความจริงแล้วใช่มั้ยระบิล”
เครื่องบินโดยสารบินอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ จากกรุงปารีสถึงสนามบินสุวรรณภูมิยามรุ่งเช้า และเครื่องบินกำลังร่อนลงสู่รันเวย์ เพื่อพาทุกชีวิตเข้า กรุงเทพมหานคร สู่ประเทศไทย
ภายในคฤหาน์หรูหรา โอ่อ่าของธำรงในประเทศไทย ตัวบ้านหลังใหญ่โตสวยงามสมฐานะนักธุรกิจใหญ่ แม่บ้าน 3-4 คนยืนรอรับอยู่ รถตู้อย่างดีของธำรงวิ่งเข้ามาจอด ประตูรถเลื่อนออก ระบิล เนติมา ศิวัช และธำรง ลงมาจากรถ โดยบรรดาแม่บ้านที่ยืนรออยู่ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
ระบิลมองไปรอบๆบ้านใหญ่โตอย่างสำรวจ ขณะที่ศิวัชกับธำรงมองไปรอบๆบ้านด้วยความพึงพอใจ
“บ้านเรายังเหมือนเดิมนะครับคุณพ่อ”
“เพราะพ่อมั่นใจว่า วันหนึ่งเราต้องกลับมาอยู่ที่นี่ ก็เลยสั่งคนดูแลทุกอย่างให้เหมือนเดิม”
ระบิลหันไปเห็นเนติมากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเศร้า
“คุณไม่สบายรึเปล่าครับ”
“เป็นอะไรไปจ๊ะเนติ์” ศิวัชถาม
เนติมาฝืนยิ้มออกมาอย่างเศร้าๆพลางถอนใจแล้วบอก
“เนติ์แค่คิดถึงบ้าน คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ คิดถึงน้องน่ะค่ะ”
“วันนี้กลับมาที่นี่แล้ว หนูจะได้โอกาสทวงคืนวันที่สวยงามของชีวิตคืนมาแล้วนะหนูเนติ์ แล้วอาก็เชื่อว่าหนูทำได้”
“พี่สัญญาว่าพี่จะอยู่เคียงข้างเนติ์ จนกว่าเนติ์จะได้ทุกอย่างคืนมา”
ศิวัชพูดพลางกระชับกุมมือเนติมาอย่างให้กำลังใจ เนติมาครุ่นคิดอยู่นิดหนึ่งก่อนพูดด้วยความมั่นใจ
“ทุกอย่าง…โดยเฉพาะความยุติธรรม”
แม่บ้านนำกระเป๋าเสื้อผ้าของเนติมาเข้ามาวางในห้อง ศิวัชเดินนำพาเนติมาเข้ามาในห้องที่กว้างขวาง
และถูกตกแต่งอย่างสวยงาม
“เนติ์นอนห้องนี้นะจ๊ะ อยากได้อะไรก็เรียกแม่บ้านได้ตลอดเวลา บ้านนี้ก็เหมือนบ้านของเนติ์นะ”
เนติมามองไปรอบๆห้องอย่างครุ่นคิด ก่อนหันไปพูดกับศิวัชด้วยความไม่สบายใจนัก
“พี่ศิวัชคะ เนติ์...”
ศิวัชเดินออกมาจากในตัวบ้านมาด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก ระบิลกับเนติมายืนรออยู่ข้างรถที่จอดรออยู่แล้ว เนติมาถามศิวัชด้วยความเกรงใจ
“คุณอาว่ายังไงบ้างคะ”
“คุณพ่ออนุญาตแล้ว แต่พี่ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเนติ์ต้อง...ทั้งๆที่ตอนอยู่ที่ฝรั่งเศสเราก็อยู่บ้านเดียวกันก็ไม่เห็น มีปัญหา” ศิวัชพูดพลางถอนใจ
“แต่ที่นี่เมืองไทยนะคะ”
เนติมาพูดพลางเอื้อมมือไปจับมือศิวัชอย่างใจเย็น
“เนติ์ไม่อยากให้ใครเขาเอาไปพูดได้ว่าเราอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง ที่สำคัญพี่ศิวัชกำลังจะลงสนามการเมือง เรื่องพวกนี้อาจเป็นจุดอ่อนให้คู่ต่อสู้โจมตีได้นะคะ”
“แต่เราบริสุทธิ์ใจ”
“แล้วใครเขาจะเชื่อล่ะคะว่าเราแยกห้องนอนกัน ปากคน..ทำลายคนมาเยอะแล้วนะคะ”
ศิวัชคิดแล้วก็ต้องถอนใจพยักหน้าอย่างยอมจำนนในเหตุผล ก่อนจะมองไปรอบๆ
“แล้วคนขับรถยังไม่มาอีกเหรอ”
“มายืนอยู่ตรงนี้ก่อนใครเพื่อนเลยครับผม”
ระบิลยิ้มพลางชูกกุญแจรถให้ดู ศิวัชมองอย่างไม่เข้าใจ
“เฮ้ย..คุณระบิล คุณเป็นบอดี้การ์ดนะ ไม่ใช่คนขับรถ”
“ดื้อมากค่ะ มาถึงก็แย่งกุญแจคนขับรถมาไว้ซะเองเลย”
ระบิลบอกเนติมา
“ผมขับเองคล่องตัวกว่าครับ อย่าลืมสิครับ ถึงเมืองไทยแล้วผมก็รับหน้าที่บอดี้การ์ดให้คุณเต็มตัว มีอะไรจะได้ซิ่งหนีตายได้ดังใจหน่อย ที่สำคัญ ฮะฮ่า..”
ระบิลกระชับชุดสูทสีดำใหม่เอี่ยมดูสมาร์ทอวดอย่างโอเว่อร์ พลางทำเสียงหล่อ
“ขอใส่ชุดประจำตำแหน่งที่คุณธำรงให้มาเนี่ย ออกร่อนโชว์ชาวบ้านหน่อยนะฮ๊าฟ ฮะฮ่า”
ระบิลพูดอย่างอารมณ์ดี จนเนติมากับศิวัชอดยิ้มออกมาไม่ได้
บริเวณทางเดินเท้าใกล้สี่แยก ดลกับอนงค์เดินคุยกันมา รอบๆมีผู้คนเดินไปมาอย่างขวักไขว่
“ทำไมต้องหางานพิเศษทำมากขนาดนี้ด้วยล่ะพี่ดล”
“ก็จะได้ไม่ต้องรบกวนเงินพ่อมากไงล่ะอ้อ อ้อก็อย่าไปบอกพ่อนะ ว่าพี่หางานพิเศษทำ เดี๋ยวพ่อจะไม่สบายใจ”
“ให้อ้อช่วยทำงานอีกคนนะพี่ดลนะ”
อนงค์ยิ้มพูดด้วยความเต็มใจ แต่ดลตอบอย่างจริงจัง
“ไม่ได้...”
“ทำไมล่ะจ๊ะพี่ดลจะได้ช่วยกันไง ไหนว่าเราสองคนจะไม่ทิ้งกันไง แล้วจะให้อ้อทิ้งพี่ดลให้ทำงานคนเดียวงั้นเหรอ”
“ยังไงอ้อก็ต้องเรียนให้เต็มที่จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ นั่นแหละของขวัญที่มีค่าที่สุดที่อ้อจะให้พ่อเขาแล้วนะรู้มั๊ย”
อนงค์คิดนิดหนึ่ง แล้วยิ้มออกมาก่อนตอบ
“จ้ะพี่ดล”
“ส่วนเรื่องทำงานพี่เอาเวลาหลังเลิกเรียนที่มหาวิทยาลัยมาทำ รับรองสบายมาก”
ดลมองไปทางหนึ่งและรีบคว้ามืออ้อวิ่งออกไปทันที
“ไป..ไฟแดงแล้ว รีบข้ามถนนเถอะอ้อ”
ระบิลประจำที่นั่งคนขับนั่งฟังเพลงรอสัญญาณไฟเขียวอย่างใจเย็น ระบิลชำเลืองไปที่เบาะหลัง เห็นเนติมากับศิวัชกำลังเลือกแบบบ้านจากโบรชัวร์หลายชุด
“เป็นไงครับ มีถูกใจบ้างมั๊ยครับ”
“ถูกใจพี่ศิวัช แต่ไม่ถูกใจฉันน่ะสิ”
“ก็นี่เนติ์ชอบมันอยู่ไกลบ้านพี่นี่จ๊ะ อีกอย่างที่เนติ์ตระเวนดูมาก็มีแต่บ้านเล็กๆทั้งนั้น”
“แหม..ก็เนติ์อยู่คนเดียวนี่คะ อย่างมากก็เด็กรับใช้อีกแค่คนสองคน แล้วก็..นาย”
เนติมาพยักหน้าไปทางระบิล ระบิลยังไม่ทันตั้งหลัก นิ่วหน้าอย่างงงๆ
“ผม !”
“อ้าว..ถ้านายไม่ไปอยู่กับฉัน แล้วเวลาฉันฉันเกิดเรื่อง นายจะบินไปช่วย ฉันทันเหรอจ๊ะ”
“เออ..จริง รับแซ่บครับเจ้านาย อยู่ไหนอยู่กันครับผม”
ระบิลพูดทีเล่นทีจริงทำเอาเนติมาต้องค้อนขวับด้วยความหมั่นไส้ จังหวะเดียวกันดลกับอนงค์เดินข้ามถนนผ่านหน้ารถมาพอดี เนติมาชะงักมองตามไปทันทีด้วยความคุ้นตา
“มองอะไรเหรอจ๊ะเนติ์”
“เด็กหนุ่มคนนั้นค่ะ คุ้นหน้าจัง”
“ไหน...”
ระบิลกับศิวัชมองตามที่เนติมาชี้ไป แต่เห็นดลไม่ถนัดนักเพราะมีคนข้ามถนนอีกหลายคนมาบังไว้
สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ระบิลสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงแตรรถคันหลังบีบไล่จึงรีบออกรถทันที
เนติมาหันมองตามดลไป แต่เห็นเพียงแค่หลังดลกับอนงค์ไวๆก่อนจะหายไปกับฝูงชน
ที่สำนักงานขายหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ระบิลกำลังยืนดูโมเดลบ้านจัดสรรอยู่อย่างไม่คิดอะไรมาก ก่อนจะหันไปมองเนติมากับศิวัชที่กำลังยืนคุยอยู่กับสาวพนักงานขายอยู่มุม หนึ่งแล้วทั้งสองคนจะเดินกลับมาหาระบิล
เนติมากับศิวัชต่างมีสีหน้าเซ็ง จนระบิลเดาเหตุการณ์ออกจึงพูดยิ้มๆ
“ดูจากโหงวเฮ้งแล้ว สงสัยเรายังต้องสัญจรกันต่อไปใช่มั๊ยครับ”
“ก็เนติ์น่ะสิ ไม่ชอบที่นี่”
“ฉันเกรงใจนายจัง เอาไว้เรามาดูกันวันหลังก็ได้นะ”
“โอ๊ย..ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องเกรงใจ ดูซะให้เสร็จ จะได้ย้ายเข้ามาอยู่ จะได้เอาเวลาไปทำธุระอย่างอื่น เออ..เมื่อกี้ผมเห็นด้านโน้นมีอีกตั้งหลายหมู่บ้าน เราลองไปดูกันมั๊ยครับ”
“อืม..ไปสิครับ”
ศิวัชกับเนติมาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แต่จังหวะเดียวกับที่โทรศัพท์มือถือของศิวัชก็ดังขึ้น ศิวัชดูเบอร์แล้วรีบรับสายทันที
“ครับคุณพ่อ...”
บริเวณริมถนหน้าหมู่บ้านจัดสรร ระบิลกับเนติมากำลังส่งศิวัชขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่แล้ว ศิวัชหันมาพูดกับเนติมาอย่างรู้สึกผิด
“พี่ขอโทษนะเนติ์ คุณพ่อมีธุระสำคัญจริงๆ”
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ศิวัช ไปทำธุระเถอะ เนติ์ดูเองได้ พี่ศิวัชนั่นแหละกลับเองได้แน่เหรอ เนติ์ว่าวนรถไปส่งพี่ก่อนดีกว่านะคะ”
เนติมายิ้มอย่างเข้าใจ ศิวัชรู้สึกสบายใจขึ้นก่อนหันไปพูดกับระบิล
“เกรงใจคุณระบิลเขา แท็กซี่นี่แหละสะดวกที่สุดแล้ว... ฝากเนติ์ด้วยนะครับ”
“ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวจะเอาบ้านสวยๆไปฝากเป็นของแถม”
ระบิลพูดอย่างอารมณ์ดี ศิวัชยิ้มอย่างขอบคุณ ก่อนขึ้นรถแท็กซี่ไป ระบิลหันมายิ้มให้เนติมาพลางเปิดประตูด้านหลังให้
“เชิญครับ...”
ระบิลขับรถอยู่ขณะชำเลืองไปยังที่นั่งข้างๆ เห็นเนติมานั่งดูโบรชัวร์หมู่บ้านจัดสรรอยู่
“ให้นั่งข้างหลังไม่นั่ง เดี๋ยวใครเขาเห็นจะว่าผมลามปามนายจ้างเอานะครับ”
“ก็นายไม่ใช่คนขับรถฉันนี่ จะให้ฉันไปนั่งข้างหลังได้ยังไง อืม..บ้านหลังนี้ พี่ศิวัชเขา ไม่ชอบ แต่ฉันว่ามันสวยดีออก นี่..นายว่าบ้านหลังนี้เป็นไง”
เนติมายื่นแบบบ้านในโบรชัวร์ให้ระบิลดู รูปบ้านในโบรชัวร์ในมือของเนติมาเป็นบ้านเดี่ยวดูอบอุ่นไม่หรูหราฟู่ฟ่านัก
ภายในห้องนั่งเล่นบ้านตัวอย่าง พนักงานขายกำลังอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับตัวบ้านให้เนติมาฟัง
“บ้านรุ่นนี้เรามีสร้างรอพร้อมอยู่ได้เลย เราออกแบบให้มีหน้าต่างกว้าง เพื่ออากาศจะได้ถ่ายเทสะดวกด้วยนะคะ”
ระบิลเดินออกมาจากห้องอีกด้านหนึ่ง
“ด้านหลังมีพื้นที่เหลือ เราลงชมพู่มะเหมี่ยวซะต้นนะเยี่ยมเลย” ระบิลว่า
ภายในห้องน้ำตัวอย่าง ระบิลกำลังก้มๆมองกระเบื้องปูพื้นห้องน้ำอยู่อย่างตั้งใจ เนติมาเดินมาจากด้านหลัง ชะโงกมองแล้วถามระบิลด้วยความสงสัย
“นายทำอะไรน่ะ”
“ดูกระเบื้องน่ะสิครับ”
“เป็นไง ใช้ได้มั๊ย”
“ก็โอเคนะครับ ไม่ลื่น แห้งง่าย ผมห่วงน่ะเผื่อเวลาคุณกระดูกพรุน แล้วมาลื่นล้มในนี้จะยุ่ง”
ระบิลตอบหน้ากวนๆ เนติมาชะงักนิดหนึ่งพลางมองค้อนระบิลก่อนตีระบิลด้วยความรู้สึกทั้งอายพนักงานขาย ทั้งหมั่นไส้
“โอ๊ย..อะไรเนี่ย”
“ฉันยังไม่แก่ย่ะ กระดูกจะได้พรุน”
เนติมาเดินเลี่ยงออกไปทันที ขณะที่ระบิลอดขำออกมาไม่ได้ พนักงานขายที่ยืนมองอยู่ด้านนอก มองระบิลกับเนติมาด้วยความเอ็นดูคิดว่าทั้งสองคนเป็นคู่รักกัน
ศิวัชเดินคุยโทรศัพท์อย่างเร่งรีบที่บริเวณริมสระน้ำในคฤหาสน์หรูของธำรง
“ผมมาถึงแล้วครับ คุณพ่ออยู่ตรงไหนครับ...ห้องประชุมเหรอครับ ได้ครับผมจะเข้าไปเดี๋ยวนี้”
ศิวัชกำลังจะเลี้ยวไปทางหนึ่ง แต่เป็นจังหวะเดียวกับที่ปฏิพรเดินสวนออกมาพอดีทำให้ทั้งสองคนชนกันเข้า อย่างจัง จนต้องร้อง “โอ๊ย” ด้วยกันทั้งคู่
ปฏิพรเสียหลักล้มลงไปในสระว่ายน้ำทันที ศิวัชตั้งหลักได้รีบกระโดดน้ำตามลงไปอย่างรวดเร็ว
“คุณ !”
“ช่วยด้วย !”
ศิวัชว่ายน้ำตรงเข้าไปรวบร่างของปฏิพรไว้ ด้วยความตกใจปฏิพรรีบวาดแขนกอดศิวัชไว้ทันทีเช่นกัน
“คุณ...คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ”
พอปฏิพรตั้งสติได้หันมาเห็นใบหน้าศิวัชชัดๆ ก็รู้สึกหลงเสน่ห์ขึ้นมาทันที ปฏิพรช้อนตาหลบเอียงอายหว่านเสน่ห์ทันควัน
แม่บ้านเปิดประตูห้องเข้ามา ปฏิพรในชุดคลุมอาบน้ำเดินตามเข้ามาในห้องประชุมคฤหาสน์ของธำรงอย่างอายๆ ก่อนลงไปนั่งข้างๆ ศิวัช
“รอแม่บ้านเขาซักรีดชุดหนูแป๊บนะลูก” ธำรงบอก
ปฏิพรยิ้มรับแล้วบอก
“ไม่มีปัญหาค่ะคุณอา”
ศิวัชเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วมองปฏิพรอย่างรู้สึกผิด
“ขอโทษอีกครั้งนะครับ พี่รีบไปหน่อยเลยไม่ทันระวัง”
“ช่างมันเถอะค่ะ ถือว่าเป็นการแนะนำตัวแบบใหม่ก็แล้วกันนะคะพี่ศิวัช”
ปฏิพรตอบอย่างอายๆ ทำให้ศิวัชยิ้มออกมาได้ ขณะที่ธำรงกับนายพลทวีที่นั่งมองอยู่ชำเลืองสายตามามองกันแล้วยิ้มๆอย่าง เข้าใจความหมาย เพราะทั้งสองคนอยากจับให้ศิวัชกับปฏิพรคู่กันอยู่แล้ว
“ตี้น่ะเขาเพิ่งเรียนจบกลับมาจากอเมริกา ความจริงเราสองคนเคยเจอกันตั้งแต่สมัยเด็กๆแล้ว แต่คงจำกันไม่ได้”
“ตี้จำได้ค่ะ ตี้จำตาพี่ศิวัชได้”
ปฏิพรหันไปจ้องสบตาหวานใส่ศิวัชอย่างไม่กลัวสายตา ศิวัชยิ้มแต่ยังไม่คิดอะไรมาก
ทางด้านระบิลกับเนติมายังคงชมห้องนอนตัวอย่าง เตียงเดี่ยวขนาดใหญ่มีเครื่องนอนปูพร้อม พนักงานขายพาระบิลกับเนติมาเข้ามาชม ทั้งสองคนมองรอบๆห้องอย่างพึงพอใจ
“อืม..บ้านนี้ก็สวยดีนะคะ”
“วัสดุดี ทำเลเยี่ยม โอเคมั้ยล่ะคุณ”
เนติมาครุ่นคิดอย่างเห็นด้วยกับระบิล ขณะที่ระบิลตรงเข้าไปนั่งบนเตียงนอน แล้วลองกระเด้งตัวเล่นเบาๆ
“อืม..ที่นอนเขาดีด้วยนะ คุณลองมานั่งดูสิเร็ว”
“นายจะบ้าเหรอ เขาขายบ้าน เขาไม่ได้ขายที่นอนนะ”
เนติมาพูดค้านแต่ระบิลไม่สนใจกลับดึงแขนเนติมามานั่งข้างๆพิสูจน์ความนุ่มของที่นอนจนได้
พนักงานขายหันมาพูดยิ้มๆทันที
“แต่ตอนนี้เรามีโปรโมชั่น ซื้อบ้านแถมเฟอร์นิเจอร์ แถมแอร์ พร้อมอยู่ทันทีเลยนะคะ”
“นั่นไง ! อย่าเสียเวลาคิดคุณ เนี่ยนาทีทองชัดๆ งานนี้ซื้อก่อนได้ก่อน ผ่อนนานแค่ไหนค่อยว่าอีกทีหนึ่งคุณ”
ระบิลพยายามเร่งเร้าเนติมาอย่างสนุกสนานให้ตัดสินใจ ขณะที่พนักงานขายพูดอย่างยิ้มๆ
“โปรโมชั่นนี้ พิเศษสำหรับคู่แต่งงานใหม่อย่างคุณสองคนโดยเฉพาะเลยนะคะW
ระบิลกับเนติมาได้ยินถึงกับชะงักด้วยความตกใจ
“อะ..อะไรนะครับ”
“คู่แต่งงานใหม่” เนติมาทวนคำย้ำ
“ค่ะ..พิเศษสำหรับคู่คุณคู่เดียวเลยนะคะ”
“แต่...”
ขณะที่เนติมากำลังพยายามอธิบายความจริง ระบิลก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
“โอเคครับ!”
เนติมาหันขวับมามองระบิลด้วยความตกใจ ขณะระบิลพยายามขยิบตาบอกเนติมาเป็นนัย
เนติมาเดินหน้าง้ำออกมาจากสำนักงานขาย ตรงมายังรถที่จอดอยู่ โดยมีระบิลเร่งฝีเท้าตามออกมาและพยายามอธิบาย
“เฮ้ย..คุณ ทำไมไม่เอาล่ะ ก็ไหนว่าชอบไง”
“จะบ้าเหรอ จู่ๆจะให้ฉันบอกเขาว่าฉันเป็นภรรยานายได้ไง..บ้า !”
“โธ่..แค่อำเนียนๆเอาของแถม คุณไม่เห็นเหรอแถมเยอะซะขนาดนั้น เป็นแสนมั้งนั่น”
“แต่ฉันไม่ชอบโกงใคร”
“โกงที่ไหน มันเป็นโปรโมชั่นครับ”
“แต่มันเป็นโปรโมชั่นของคู่แต่งงาน แล้วฉันก็ไม่ได้แต่งงานกับนาย เข้าใจมั้ย”
เนติมาพูดอย่างหงุดหงิดทำเอาระบิลถอนหายใจด้วยความเซ็ง
“แล้วฉันไม่ใช่คนเห็นแก่ของแถมถึงขนาด…”
เนติมาขวยอายแล้วพูดต่อ
“นายนี่บ้าที่สุดเลย เขาเข้าใจว่าฉันแต่งงานกับนายกันทั้งสำนักงานขายแล้วเห็นมั้ย”
เนติมาชี้ให้ระบิลดูที่สำนักงานขาย เหล่าพนักงานขายหลายคนมายืนออกันที่กระจก มองระบิลกับเนติมาแล้ววิพากษ์วิจารณ์กัน ระบิลพยายามอธิบายอีก
“โธ่..ก็คุณไม่ยอมเนียนกับผม แล้วจู่ๆคุณเดินออกมาอย่างนี้ เขาก็นึกว่าผัว..เออ สามีภรรยาทะเลาะกันสิครับ”
ระบิลคิดนิดนึงแล้วพูดต่อ
“งั้นเอางี้ เดี๋ยวผมไปอธิบายความจริงให้พวกเขารู้เอง”
“ไม่ต้อง ไปได้แล้ว !”
เนติมารั้งแขนของระบิลไว้ ระบิลหันมามองด้วยความสงสัย
“อ้าว..แล้วหมู่บ้านนี้ล่ะครับ”
“ไม่เอาแล้ว..ไป !”
“อ้าว..ไหงงั้นล่ะครับ แล้วจะไปไหนคุณ”
เนติมาเปิดประตูเข้าไปในรถ ขณะที่ระบิลมองตามด้วยความสงสัย ก่อนหันไปโบกมือให้สาวๆ
ในสำนักงานขายแล้วก้าวขึ้นรถไป
บริเวณระเบียงบ้าน พงษ์เลิศกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิด
“อะไรนะ ! นี่พวกมันหนีไปแล้วเหรอ ระดมพวกเราตามหามันให้พบ งานนี้ฉันจ่ายไม่อั้น” พงษ์เลิศสั่งเด็ดขาด
“ใครหนีเหรอคะคุณ” เสียงชลกรดังขึ้นถาม
พงษ์เลิศกดตัดสายด้วยความหงุดหงิด ก่อนหันไปหาชลกรที่เดินเข้ามาจากด้านหลัง
“ไอ้ธำรงมันพาครอบครัวแล้วก็ลูกสาวไอ้วิเชียรหนีไปแล้ว”
“โดนไล่ฆ่าขนาดนั้น เป็นฉัน ฉันก็หนีค่ะ สำคัญที่ตอนนี้มันหนีไปอยู่ที่ไหนมากกว่า”
ชลกรพูดด้วยความสงสัย พงษ์เลิศครุ่นคิดด้วยสีหน้าเอาจริง
“อยู่ที่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าวันหนึ่งมันต้องกลับมาแก้แค้นฉันแน่ แต่ฉันไม่มีวันปล่อยให้พวกมันมีวันนั้นเด็ดขาด”
ภายในร้านกาแฟเวลาเย็น ระบิลถือแก้วกาแฟมา 2 แก้ว แก้วหนึ่งให้เนติมา อีกแก้วของตัวเอง
“เห็นมั้ย..บอกแล้วไม่เชื่อ ไปดูอีกตั้งห้าหมู่บ้าน ยังไม่ได้เท่าที่นั่นเลย”
“ไม่ต้องพูดถึงที่นั่นอีกเลยนะ ยังไงฉันก็ไม่มีวันกลับไปเด็ดขาด”
ระบิลมองหน้าเนติมาอย่างขำๆ
“อายล่ะสิ…”
“นี่ !”
เนติมาพูดอย่างหงุดหงิด เพราะรู้สึกอายจริงๆ
“ผมว่าไปซื้อคอนโดฯอยู่ดีกว่ามั้ย ตัวคนเดียวไม่ต้องดูแลมากด้วย”
“ฉันชินกับการอยู่บ้านมาตั้งแต่เกิด จะจับฉันไปใส่ในกล่องสี่เหลี่ยมสูงๆ อย่างนั้น ฉันอึดอัดแย่ ยังไงฉันก็อยากได้บ้าน บ้าน..ของฉัน”
พูดถึงตรงนี้ เนติมาก็รู้สึกสลดขึ้นมาทันทีจนระบิลสังเกตเห็น ระบิลพูดเสียงจริงจังขึ้น
“วันนี้คุณเหนื่อยมากแล้ว ผมว่ากลับไปพักก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที ยังไงคืนนี้ผมจะช่วยหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตให้อีกทาง โอเคมั้ยครับ”
เนติมาคิดนิดหนึ่ง
“นาย...”
“ครับ…”
“ก่อนกลับ นายพาฉันไปที่ๆหนึ่งหน่อยได้มั้ย”
เนติมาพูดอย่างเศร้าๆ ระบิลมองด้วยความสงสัย
ในเวลากลางคืน ศิวัช ธำรง เดินมาส่งปฏิพรกับนายพลทวีที่รถซึ่งจอดรออยู่แล้ว
“ขอบคุณนะคุณธำรง สำหรับอาหารมื้อที่อร่อยที่สุด มื้อหน้าเชิญบ้านผมบ้างนะ”
“ยินดีครับท่าน ผมเองก็ต้องขอบคุณท่านเหมือนกันที่ตอบรับเป็นที่ปรึกษาให้พรรคของผม”
“เพื่อประเทศชาติ ผมอยากเห็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ขึ้นมานำพาประเทศไปสู่ความเจริญจริงๆซะที”
นายพลทวีเอื้อมมือไปตบไหล่ศิวัชอย่างมีเมตตา ศิวัชยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“ผมยังต้องเรียนรู้อีกมากครับ”
“คนที่รู้ตัวว่าต้องเรียนรู้นั่นแหละคือคนที่น่าสนับสนุน ไอ้พวกที่ถือดีว่าเก่ง มันก็โตได้แค่คับกะลาที่ครอบมันอยู่เท่านั้นแหละ”
นายพลทวีพูดให้แง่คิด ศิวัชยิ้มและหันไปพูดกับปฏิพร
“แล้วพบกันครับ”
“ค่ะพี่ศิวัช แต่คงไม่พบกันแบบวันนี้นะคะ...เปียกแย่เลย”
ปฏิพรพูดอย่างอารมณ์ดีเรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคน ปฏิพรปรายตามองศิวัชอย่างถูกใจ
ในเวลากลางคืน บริเวณซอยหน้าบ้านกันต์ที่อยู่ในความมืด ตัวบ้านเต็มไปด้วยความทรุดโทรมไร้การดูแล สนามหน้าบ้านรกไปด้วยต้นไม้ที่ไม่มีการตกแต่ง ดูหม่นหมองกว่าเดิมมาก ระบิลกับเนติมายังนั่งอยู่ในรถ ระบิลหันมองตามสายตาของเนติมาที่นั่งมองบ้านของกันต์ด้วยความเศร้า จนน้ำตาเอ่อคลอเบ้า
ระบิลหยิบผ้าเช็ดหน้ายื่นให้ เนติมาพยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างที่สุด
“ขอบใจมาก แต่ไม่เป็นไร ฉันทนได้”
“บ้านใครเหรอคุณ”
“บ้าน..บ้านคนที่ครอบครัวของฉันทำพวกเขา..ตายทั้งเป็น”
เนติมาพูดด้วยความลำบากใจอย่างที่สุด ส่วนระบิลยังคงสงสัยไม่หายก่อนตัดสินใจถาม
“เออ..พอเล่าให้ผมฟังได้มั้ยครับ”
เนติมานิ่งไม่ยอมพูดอะไร แต่สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความเศร้า
เนติมาเดินเข้ามาหยุดยืนที่หน้าประตูรั้วบ้านกันต์ที่เปิดแง้มไว้อย่างชั่งใจ โดยมีระบิลเดินตามมาด้วยความเป็นห่วง
“จะทำอะไรน่ะคุณ”
เนติมาไม่ตอบอะไรแต่ขยับไปมองบ้านอิสราวัชรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของ ตนซึ่งอยู่ติดกับบ้านของกันต์ ดวงตาของเนติมาฉายแววของความเศร้าขึ้นมาทันทีจนระบิลสงสัย
“บ้านใครเหรอครับ”
เนติมาไม่ตอบอะไร แต่กลับเดินไปที่ประตูรั้วบ้านอิสราวัชร ระบิลรีบตามไปด้วยความเป็นห่วงทันที
“จะไปไหนน่ะคุณ !”
เนติมาเดินเข้ามาจับลูกกรงประตูรั้วบ้านอิสราวัชรแล้วมองเข้าไปที่ตัวบ้านด้วยความเศร้า ระบิลตาม
เข้ามามองด้วยความสงสัย
“คุณ...”
เนติมาชะงักเมื่อมองไปที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ความทรงจำในอดีตวัยเด็กผุดเข้ามา ...
พรรณศรีนั่งปลอกผลไม้ใส่จานอยู่บนเสื่อซึ่งปูอยู่ที่สนามหญ้า พลางเงยหน้าดูยศวีร์วิ่งเล่นรถบังคับวิทยุอยู่อย่างมีความสุข
“วีร์พักทานผลไม้ก่อนมั้ยจ๊ะลูก”
“วีร์รอคุณพ่อก่อนครับคุณแม่”
ยศวีร์ตอบด้วยรอยยิ้ม พรรณศรียิ้มอย่างมีความสุข จังหวะเดียวกันที่วิเชียรเดินยิ้มถือถาดของว่างประเภทไส้กรอก - แซนวิสออกมา
“มาแล้วลูก”
“เย้..คุณพ่อมาแล้ว”
“ไม่รู้จะอร่อยเหมือนคุณแม่ทำรึเปล่านะ”
“อร่อยสิครับเพราะคุณพ่อคุณแม่วีร์เก่งที่สุดในโลก งั้นวีร์ทานเลยนะครับ”
วิเชียรกับพรรณศรีหันมายิ้มให้กันอย่างมีความสุข ขณะที่ยศวีร์กำลังหยิบของว่างใส่ปากก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเนติมาดัง เข้ามา
“แล้วไม่รอพี่เหรอจ๊ะวีร์”
เนติมาที่อยู่นอกประตูรั้วต้องตะลึง
เมื่อเห็นตัวเองใส่ชุดนักศึกษาเดินเข้ามานั่งข้างๆยศวีร์ ยศวีร์ยิ้มอย่างมีความสุข
“พี่เนติ์”
“พี่ทานด้วยนะจ๊ะ”
ยศวีร์ยิ้มอารมณ์ดี พลางเอาของว่างในมือป้อนให้เนติมา เนติมายิ้มดึงน้องชายเข้ามากอดอย่างมีความสุข วิเชียรกับพรรณศรียิ้มอย่างมีความสุขเช่นกัน ก่อนดึงลูกทั้งสองคนมากอดอย่างอบอุ่น
เนติมายืนยิ้มมองภาพในความนึกคิดของตัวเองอยู่ตรงประตูรั้วอย่างมีความสุข ระบิลที่ยืนอยู่ข้างๆชักสีหน้าด้วยความสงสัย
“คุณ....”
เนติมาไม่ตอบ แต่เอื้อมมือไปผลักบานประตูรั้วออก ปรากฏว่าประตูไม่ได้ล็อคไว้ เนติมาเดินเข้าไปด้านในอย่างลืมตัว ขณะที่ระบิลพูดออกมาด้วยความตกใจ
“อ้าว คุณ...เดี๋ยว !”
ภาพความทรงจำผุดขึ้นอีกครั้ง … เนติมาเห็นวิเชียร พรรณศรี ยศวีร์ กำลังนั่งคุยเล่นกันอย่างมีความสุข พลันชะงักเมื่อภาพความสุขตรงหน้าหายวับไป แสงสว่างของกลางวันเปลี่ยนเป็นกลางคืนในปัจจุบันทันที พร้อมๆกับเสียงของลูกน้องอิทธิหาญที่ดังเข้ามา
“เดี๋ยวเสี่ยมาเห็นประตูหน้าไม่ได้ล็อกก็โดนเล่นหรอกเอ็ง”
เนติมาหันขวับไปทางต้นเสียงเห็นเงาตะคุ่มๆของลูกน้องอิทธิหาญ 2 คน เดินออกมาจากหลังบ้าน เนติมาตะลึงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก จังหวะเดียวกับระบิลที่ตามมาจากด้านหลัง ดึงตัวเนติมาออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนลูกน้องอิทธิหาญจะเดินออกมาพบเพียงนิดเดียว
“มานี่ !”
ระบิลพาเนติมาออกมาพิงแอบที่กำแพงบ้าน ระบิลถอนใจอย่างโล่งอกพลางหันมามองเนติมาด้วยสายตาตำหนิ
“เกือบเป็นเรื่องแล้วมั้ยล่ะ อยู่ดีๆ เดินเข้าไปในบ้านคนอื่นซะอย่างนั้น”
ระบิลคิดนิดหนึ่งแล้วถามต่อ
“เมื่อกี้คุณเป็นอะไรเหรอครับ ทำไมจู่ๆถึง...”
เนติมาถอนใจออกมาอย่างเศร้าๆ หันมองไปที่บ้านกันต์ ก่อนเดินออกไปทันที
“อ้าว..คุณ จะไปไหนของคุณอีกเนี่ย คุณ !”
ระบิลถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ ก่อนเดินตามเนติมาออกไป
ภายในบ้านกันต์ ระบิลเดินนำเนติมาเข้ามาในห้องที่มีแต่ความมืด ระบิลหยิบไฟฉายปากกาขึ้นมาส่องให้แสงสว่าง ห้องนั้น...เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไม้สอยยังคงอยู่ครบ ระบิลมองไปรอบๆ
“อยู่ใกล้ๆผมไว้นะคุณ รู้สึกไม่มีใครใช้งานเลยนะคุณ”
ระบิลชี้ให้เนติมาดูเฟอร์นิเจอร์มุมหนึ่งที่มีผ้าคลุมไว้ พร้อมทั้งใช้นิ้วปาดฝุ่นที่เกาะอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งด้วย
“ไปดูห้องนู๊นกันเถอะ” เนติมาบอก
เนติมาขยับจะเดินนำระบิลเข้าไปอีกห้องหนึ่ง แต่ก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาพอดี เนติมารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเบอร์แล้วรับสายทันที
“อุ๊ย ! ค่ะพี่ศิวัช เออ..คือ...เนติ์ยังดูบ้านอยู่เลยค่ะ” เนติมาพูดเสียงอึกอัก
ระบิลจ้องมองเนติมาประมาณว่ากำลังโกหกอยู่นะ แต่เนติมายกมือเป็นเชิงบอกให้ระบิลเงียบๆ
ภายในบริเวณระเบียงบ้านธำรง ศิวัชเดินคุยโทรศัพท์กับเนติมาด้วยความเป็นห่วงใย
“อะไร มืดป่านนี้เนี่ยนะจ๊ะ”
ศิวัชนิ่งฟังปลายสายนิดหนึ่งก่อนสีหน้าจะโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง
“พี่เป็นห่วงเนติ์นะจ๊ะ ยังไงรีบกลับมานะ พี่จะรอ”
เนติมาเดินคุยโทรศัพท์เข้ามาโดยมีระบิลเดินตามประกบอยู่ด้านหลังเพื่อดูแลความปลอดภัย
“ค่ะพี่ศิวัชแล้วเนติ์จะรีบกลับ”
เนติมามาวางสายโทรศัพท์ ระบิลพูดแซวทันที
“โกหกแฟนนะคุณ”
“ฉันก็แค่ไม่อยากให้เขาเป็นห่วงก็แค่นั้นแหละ”
เนติมามองไปรอบๆแล้วพูดต่อ
“ข้าวของทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิม แต่ความมีชีวิตชีวาหายไป”
เนติมาเอื้อมมือไปสัมผัสเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ใกล้ๆด้วยความเศร้า ระบิลมองด้วยความสงสัยแล้วพูดขึ้น
“ดูเหมือนคุณคุ้นเคยกับที่นี่มากๆ”
“ก็ฉันวิ่งเข้าวิ่งออกบ้านนี้มาตั้งแต่เล็กๆนี่ แล้วบ้านที่นายเห็นข้างๆนั่น ก็เคยเป็นบ้านของคุณพ่อฉันเอง”
“แล้ว...”
ระบิลกำลังจะถามต่อด้วยความสงสัย แต่เจือจันทร์ที่ซุ่มอยู่ในซอกมืดด้านหนึ่งก็วิ่งปรี่ออกมาพร้อมมีดทำครัวใน มือพุ่งเข้าใส่เนติมาอย่างรวดเร็ว
“แกตาย !”
เนติมาหันขวับด้วยความตกใจ ก่อนที่เจือจันทร์จะถึงตัวเนติมา ระบิลก็ปรี่เข้าไปคว้ามือเจือจันทร์ข้างที่ถือมีดได้อย่างรวดเร็วพร้อมบิดจน มีดหล่นจากมือ แล้วกดเจือจันทร์ให้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้นอย่างง่ายดาย เจือจันทร์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย เจ็บ !”
“แกป็นใคร !” ระบิลถามเสียงเข้ม
เจือจันทร์ยังไม่ยอมพูด ระบิลขึ้นเสียงอีกครั้งพร้อมหยิบปืนขึ้นมาขู่ ขณะที่เนติมายืนตะลึงทำอะไรไม่ถูก
“ไม่พูดใช่มั๊ย !”
“ปล่อยภรรยาผมเถอะ”
ทั้งหมดต้องชะงักเมื่อไฟในห้องเปิดขึ้น กันต์นั่งอยู่บนรถเข็นมองมาทางเนติมาด้วยสายตานิ่งซ่อนความรู้สึกปวด ร้าวอยู่ภายใน เนติมาตะลึงงันตกใจสุดขีดจำกันต์ได้แม่นยำและต้องตกใจมากขึ้นเมื่อมองลงไป ที่พื้นเห็นผู้หญิงคนที่ระบิลจับกดอยู่คือเจือจันทร์ที่กำลังร้องไห้ออกมา ด้วยความร้าวราน
“อากันต์...อาจันทร์ ระบิลปล่อย”
เนติมารับสั่งระบิลทันที ระบิลรู้สึกสับสนก่อนปล่อยมือจากเจือจันทร์ เสียงร้องไห้ของเจือจันทร์ดังหนักขึ้นด้วยความรู้สึกเจ็บใจและคับแค้นใจ อย่างที่สุด
“กลับมาทำไม เธอกลับมาที่นี่อีกทำไม ออกไป...ออกไป...ออกไป !” เจือจันทร์แผดเสียงดัง
เจือจันทร์ร้องไห้ออกมาอย่างเสียสติ กันต์มองภรรยาด้วยความสงสาร เนติมามองภาพตรงหน้าด้วยความเศร้าและรู้สึกผิดที่มีอยู่ในใจยิ่งเพิ่มเป็น ทวีคูณก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
ระบิลมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสงสัย เพราะยังไม่ทราบรายละเอียดนัก
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น