
“ขอบใจมากนะครู ที่สอนพิเศษให้ชั้น ตำรับตำราที่ครูหามาให้ชั้นสัญญาว่าจะอ่านให้หมดทุกเล่ม โดยเฉพาะเล่มที่ครูแนะนำ อะไรนะ หลัก..หลักของ…”
“หลักการขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย”
กำนันศรบ่นอุบ “ฮืมนั่นล่ะ ชื่อยาวบรรลัย แต่ชั้นอ่านแน่ แล้วไม่ต้องห่วงนะถ้าชนะเลือกตั้งเมื่อไหร่ บุญคุณของครู ชั้นต้องตอบแทนแน่”
ครูเพิ่มฝืนยิ้มให้
ครู่ต่อมา ลิ้นจี่เพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ เดินกรีดกรายผ่านมา พอเห็นกำนันศรกำลังอ่านหนังสือหน้าดำคร่ำเคร่งอยู่ก็เข้าไปออเซาะ
“พี่กำนันจ๋า”
“มีอะไรก็ว่า อย่าดัดจริต ข้าขนลุก”
“แหม ลุกแค่ขนเองเหรอ”
“วอนซะแล้วนังนี่ จะเอายังไงวะ ข้าจะอ่านหนังสือ”
“ก็พี่กำนันอ่ะ หมู่นี้ไม่ค่อยสนใจลิ้นจี่เลยนะวันๆ เอาแต่ทำงาน แล้วก็อ่านหนังสือพวกเนี้ย ไม่รู้จะอ่านไปหาสวรรค์วิมานที่ไหน ทั้งๆ ที่สวรรค์น้อยๆ ก็รออยู่แค่เอื้อม” บุ้ยใบ้ให้ท่าเป็นนัย “เนี่ย เดินไปหน่อยก็ถึงห้องแระ”
“นังลิ้นจี่” กำนันศรของขึ้น
ลิ้นจี่ขานเสียงหวาน “จ๋า...”
“ข้าจะลงสมัครเลือกตั้ง แข่งกับไอ้เสี่ยเล้ง ภารกิจนี้มันใหญ่หลวงนัก ดังนั้นเอ็งอย่ากวนประสาท จะไปไหนก็ไปโว้ย รำคาญ” กำนันบอก
ลิ้นจี่งอนเดินปึงปังเข้ามาในห้องนอน
“เออไปก็ไป ไม่อยู่ให้เกะกะสายตาก็ได้เมียทั้งคน ไล่อย่างกับหมูกับหมา” ครุ่นคิด “ไปหาเรื่องตื่นเต้นทำดีกว่า”
ลิ้นจี่รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วรี่
เสี่ยเล้งกำลังสั่งการมิ่งกับสมุนทุกคนอยู่ในห้องรับแขก
“พวกเอ็งฟังให้ดี สินค้าเที่ยวนี้จะต้องส่งให้ถึงมือลูกค้า จะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด แล้วถ้านางสิงห์ชุดดำหรือพวกตำรวจโผล่มาขวางอีกล่ะก็...” สีหน้าเสี่ยจอมอิทธิพลเปลี่ยนเป็นเหี้ยมน้ำเสียงโหด “ถล่มพวกมันได้เลย ไม่ต้องยั้ง”
ระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น มิ่งปลีกตัวไปรับสาย
“ฮัลโหล ใครนะ ได้ๆ เดี๋ยวจะบอกเสี่ยให้”
เสี่ยเล้งสงสัย “มีเรื่องอะไร”
“คุณลิ้นจี่ตอนนี้อยู่ที่บ่อนครับ จะขอวงเงินเพิ่ม”
เสี่ยเล้งบอกส่งๆ “นิดๆหน่อยๆ ก็ให้ไปสิ เรื่องเล็ก”
“ไม่เล็กแล้วครับเสี่ย เกินงบมาเป็นแสนแล้วครับ”
เสี่ยเล้งนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจนัก
ไม่นานต่อมา ห้องทำงานบ้านเสี่ยเล้งกำลังลุกโชนด้วยเพลิงราคะ ลิ้นจี่กำลังออดอ้อนขอความเมตตาจากเสี่ยเล้ง งัดมารยาทุกกระบวนออกมาใช้งาน
“แหมเสี่ยขา ก็ลิ้นจี่อารมณ์ไม่ดีนี่คะ เลยยั้งมือไม่ได้ยั้งใจไม่ทันลิ้นจี่ไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบนะคะเสี่ย”
“คุณลิ้นจี่ ตามข้อตกลงของเรา คุณต้องมีข่าวของกำนันศรมารายงานให้ผม ผมถึงจะให้เงินคุณ แต่ว่าตอนนี้..ผมไม่เห็นมีข่าวอะไรเลย”
“อ๋อมีสิค่ะ ลิ้นจี่รู้มาว่า กำนันศรเค้าจะลงเลือกตั้งแข่งกับเสี่ยค่า”
“มีรายละเอียดมั้ย” เสี่ยเล้งถาม
ลิ้นจี่ส่ายหน้าเด๋อๆ คิดในใจต้องมีด้วยเหรอ?
“นี่คุณลิ้นจี่ ผมจ่ายให้คุณไปเป็นแสน แลกกับข่าวแค่นี้ ผมรู้สึกขาดทุนยังไงอยู่นะ เอาเป็นข้อตกลงระหว่างเรา ผมขอยกเลิกแล้วกัน”
ลิ้นจี่ใส่จริต ผวาตัวมาเกาะแขน “ว๊าย ไม่ได้นะคะเสี่ย ทำแบบนี้ลิ้นจี่ก็เหมือนถูกลอยแพสิคะ เสี่ยก็รู้ว่าลิ้นจี่เครดิตไม่ดี ไปบ่อนไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ เสี่ยสงสารลิ้นจี่หน่อยเถอะนะคะ นะคะ”
เสี่ยเล้งโดนลิ้นจี่อ้อนแถมรุกและเบียดมากๆ เข้าก็ชักกระสับกระส่าย
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
“อย่าถามลิ้นจี่สิคะ เสี่ยถามตัวเองดีกว่า” ลิ้นจี่วางมือแหมะบนขาเสี่ยเล้ง “ว่าอยากให้ลิ้นจี่ทำอะไร ลิ้นจี่ยอมทำได้ทุกอย่าง”
เสี่ยเล้งตาลุกวาวอย่างวาบหวาม เอื้อมมือไปลูบแก้มลิ้นจี่เบาๆ ขณะที่อีกฝ่ายก็ส่งยิ้มเชิญชวนโดยมิได้หวงแหนปัดป้องแต่ประการใด นอกจากนั้นลิ้นจี่ยังทำท่าปลดเสื้อออกช้าๆ
รุ่งเช้าวันนั้น ผู้กองธัมโมเพิ่งมาถึงโรงพักบ้านไม้งาม และเจอกับเก่งที่กำลังขายกาแฟอยู่แล้ว ทั้งคู่สบตากันแวบหนึ่ง แต่ต่างฝ่ายต่างเมินหนี ไม่ยอมทักทายกัน
จ่าไชโยโผล่มาดักทักทาย “สวัสดีครับผู้กอง เช้านี้ไม่ทานกาแฟหน่อยเหรอครับ”
หมู่โอฬารก็โผล่มาดักอีกทาง “ใช่แล้วครับผู้กอง กาแฟอุ่นๆกับขนมปังปิ้งหอมๆอย่างที่ผู้กองเคยชอบไงครับ”
“ชั้นร้อนใน ไม่อยากกินกาแฟ”
ธัมโมเดินหนีขึ้นโรงพักไป ไชโยกับโอฬารรีบสุมหัวนินทากันต่อ
โอฬารมองไปมาระหว่างธัมโมกับเก่ง “มีปฏิกริยาอย่างเห็นได้ชัด
“ทำเป็นเหินห่าง เดี๋ยวก็รู้ว่าจะห่างเหาเอ๊ยห่างเหินได้นานแค่ไหน” ไชโยว่า
ธัมโมนั่งลงที่โต๊ะทำงาน แล้วหยิบแฟ้มงานมาเปิดดู แต่ไม่มีสมาธิเอาซะเลย
“ฮึ่ย ไร้สาระจริงๆ นินทากันอยู่ได้ ไอ้เจ้าเก่งก็เหลือเกิน แทนที่จะช่วยกันแก้ข่าว ดันมางอนใส่ซะอีก”
กลางหว่างความอึดอัดนั้น จู่ๆ ธัมโมก็คิดขึ้นได้
“แล้วนี่เราจะซีเรียสทำไมวะ มันไม่ใช่น้องชายแท้ๆของเราซะหน่อยก็แค่สาบานเล่นๆ ไม่เห็นต้องใส่ใจเลยนี่หว่า”
ธัมโมพอคิดถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกเหงาใจอย่างบอกไม่ถูก
ยอดขับรถออกมาที่หน้าบ้านแล้วกำลังจะ ไปส่งวาสนาทำงาน แต่แล้วก็เจอย้งโผล่พรวดมาขวางทาง
“จ๊อดด...” ย้งร้องลั่น
ยอดเบรก หน้าเกือบทิ่มพวงมาลัย “ไอ้ย้ง อยากตายหรือไงวะ”
“ตายก็ยอมโว้ย แต่ขอคุยกับคุณวาสนาก่อน”
“ไม่ได้ กำนันสั่งไว้ ตราบใดที่เอ็งยังไม่มีเงินสินสอด ห้ามคุยกับคุณวาสนา” ยอดเสียงเข้มใส่
“คุณวาสนาครับ” ย้งมองวาสนาตาละห้อย
“ชั้นไม่มีอะไรจะพูดกับนาย นายย้ง ไม่มีจนกว่านายจะไปขอโทษผู้กองธัมโม”
ย้งฮึดฮัด “หา… ให้ผมไปขอโทษไอ้ขี้โกงนั่นเหรอ ผมยอมเอาหัวโขกกำแพงยังดีซะกว่า”
วาสนาโมโหที่ย้งดื้อดึง “นายยอดออกรถ”
“ครับ”
“อ้าวเฮ้ยเดี๋ยว คุณวาสนา รอผมก่อน คุณวาสนา”
รถแล่นจากไปลับตา ย้งได้แต่เจ็บใจ
เพ็ญพรหิ้วแฟ้มเดินผ่านมา แต่แล้วเธอก็หยุดชะงักเมื่อเห็นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งวางอยู่ที่โต๊ะ จึงหยิบมาดูและเห็นข่าว “พรรคเทิดธรรม พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ส่งแกนนำออกเยี่ยมผู้สมัครทั่วประเทศ”
เพ็ญพรรำพึง “แกนนำออกเยี่ยมผู้สมัคร” หรี่ตาลงอย่างได้ความคิด
เก่งถามอย่างงวยงง “แล้วมันเกี่ยวกับแผนของเราด้วยเหรอครับ”
ขณะที่สองสาวอยู่ที่หน้าโรงพักบ้านไม้งาม โดยเพ็ญพรทำทีเป็นยืนสั่งกาแฟ แต่แอบมาปรึกษาเรื่องแผนการปล้นกับเก่ง
“เกี่ยวสิ เพราะชั้นลองสืบดูแล้ว แกนนำของพรรคจะมาที่บ้านไม้งามเร็วๆ นี้ งานนี้เราจะปล้นเงินของพวกมัน โดยไม่ต้องใช้กระสุนแม้ แต่นัดเดียว”
“มันจะเป็นไปได้เหรอครับคุณบัว” เก่งกังวล
“คอยดูฝีมือชั้นก็แล้วกัน”
วูบหนึ่งนั้นเก่งสบตากับเพ็ญพรแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ขณะที่กำนันศรกำลังอ่านหนังสือของครูเพิ่มอย่างคร่ำเคร่ง โดยไม่รู้ตัวลิ้นจี่เดินออกมาจ้องอยู่ข้างหลังด้วยความรังเกียจแกมเบื่อ หน่าย
เสียงหวานอ้อนของเสี่ยเล้งดังก้องในหัว “ผมล่ะสงสารคุณลิ้นจี่จริงๆ”
พร้อมกับภาพเหตุการณ์ ที่เสี่ยเล้งกอดประคองลิ้นจี่หลังจากทั้งคู่มีอะไรเสร็จกามกิจอย่างอิ่มเอม ลอยเข้ามาในความคิดสาวอึ๋ม
“ผู้หญิงสวยๆอย่างคุณ ทำไมต้องมาเป็นเมียของตาแก่คราวพ่ออย่างไอ้กำนันศร คุณน่าจะมีความสุข และมีชีวิตที่ดีกว่านี้” เสี่ยเล้งหยอดคำหวาน
“อย่ารื้อฟื้นเลยค่ะเสี่ย ลิ้นจี่มันอาภัพสิ้นเอง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ลิ้นจี่คงไม่ยอมเป็นหนี้กำนันศร จนตัวเองต้องกลายเป็นทาสแบบนี้” ลิ้นจี่เล่าเสียงเศร้า
“อย่าเสียใจครับคุณลิ้นจี่ ชีวิตคนยังมีโอกาสเสมอ ผมนี่แหละจะไถ่อิสระภาพให้คุณเอง
“เสี่ย…เสี่ยจะทำยังไงคะ”
“เราต้องร่วมมือกัน…กำจัดกำนันศร”
ลิ้นจี่งง “อ้าว ก็ไหนเสี่ยเคยบอกว่า เสี่ยต้องการคืนดีกับกำนันไงคะ…”
เสี่ยเล้งนึกขึ้นได้ รีบกลับลำอย่างเจ้าเล่ห์ “ผมไม่ต้องการแล้วครับ สิ่งเดียวที่ผมต้องการตอนนี้ก็คือ…” เน้นคำ “คุณลิ้นจี่”
ลิ้นจี่สะเทิ้นแกมวาบหวิว
ลิ้นจี่ตาลุกวาวเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
“โทษชั้นไม่ได้นะพี่กำนัน พี่อยากไม่เห็นค่าของชั้นเอง”
เย็นนั้น วาสนากำลังยืนชะเง้ออยู่ที่หน้าบ้านครูเพิ่ม ก่อนที่จะเห็นเก่งจะขับรถกลับจากขายกาแฟ มาถึงพอดี
วาสนาร้องทักอย่างดีใจ “นายเก่ง”
“คุณหมอ มีอะไรเหรอครับ”
วาสนายิ้มเยื้อนทอดไมตรี
ครู่ต่อมาเก่งกับวาสนากำลังนั่งปรึกษากันที่ห้องนั่งเล่นบ้านครูเพิ่ม
“นี่นายไม่รู้เหรอว่าชาวบ้านเค้าลือกัน ว่านาย..เอ่อ..มีอะไรกับผู้กอง”
เก่งตาค้าง คาดไม่ถึง “หา ผมกับผู้กองเนี่ยนะ”
“ก็ใช่สิ แล้วตกลงนายไปโกรธผู้กองเรื่องอะไรจู่ๆ ถึงได้งอนใส่เค้า”
เก่งน้ำท่วมปาก บอกความจริงไม่ได้ “เอ่อคือ…”
วาสนาย้ำ “ผู้กองเค้ารักนายมากนะนายเก่ง รักเหมือนน้องแท้ๆ ถึงเค้าจะทำผิดไปบ้าง นายก็ไม่ควรจะบึ้งตึงใส่เค้า”
เก่งรู้สึกผิดขึ้นมาครามครัน
เก่งกำลังขับรถมอเตอร์ไซค์ ที่วันนี้ไม่ติดพ่วงข้างเพื่อไปหาผู้กองธัมโม ระหว่างทางก็นึกถึงคำพูดของวาสนาที่พูดกับตัวเองที่บ้านครูเพิ่มก่อนหน้านี้ สีหน้าของเก่ง เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ชีวิตคนเรามันมีหลายบทบาทต้องรับผิดชอบอย่างชั้นเอง ก็เป็นทั้งหมอ ทั้งลูก และก็เป็นข้าราชการชั้นถึงรู้ว่า ไม่มีใครทำได้ดีไปหมดทุกเรื่อง”
“แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ” เก่งถาม
วาสนาบอกกับเก่ง “ไปหาผู้กอง แล้วบอกเค้า ว่านายขอโทษ”
ดนัยหลีกทางให้เพลินตาเดินเข้ามาในบ้านพัก สองคนอยู่ในห้องนั่งเล่น
“สารวัตรให้ตามาที่นี่ทำไมเหรอคะ”
“พอดีคืนนี้ธัมโมเค้าอยู่เวรดึกครับ ผมก็เลยอยากใช้โอกาสนี้อยู่กับคุณเพลินตาตามลำพัง”
“สารวัตร...หมายถึง…”
“ไม่ต้องกลัวครับ ผมแค่อยากสนิทสนมกับคุณให้มากขึ้น”
ดนัยว่าพลางขยับไปปิดประตูแล้วลงกลอน ก่อนจะเดินเข้าไปหาเพลินตา อีกฝ่ายถอยกรูดไปชิดผนัง
เป็นเวลาเดียวกับที่เก่งเพิ่งขับรถมาจอด แล้ววิ่งกระหืดกระหอบมาทุบประตูปึงๆ
ดนัยซึ่งกำลังจะได้จูบเพลินตา เหลียวไปมองที่ประตูด้วยความหงุดหงิด
“ใครวะ”
เก่งส่งเสียงดังเข้ามา “ผู้กองครับ ผู้กอง ผู้กอง”
“เสียงนายเก่งนี่คะสารวัตร”
ดนัยฉุนมาก ที่ถูกขัดจังหวะ “ไอ้เด็กขายกาแฟ”
เก่งยังทุบประตูบ้านพักธัมโม อย่างต่อเนื่อง
“ผู้กองอยู่ข้างในรึเปล่าครับ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย ผู้กอง”
จู่ๆ เป็นดนัยที่เปิดประตูห้องเดินออกมาดู พร้อมกับเพลินตา “มีอะไรนายเก่ง โวยวายอยู่ได้”
เก่งอึ้ง “สารวัตร คุณเพลินตา”
“ไงจ๊ะนายเก่ง มาหาคู่ขาเหรอ พอดีเค้าไม่อยู่น่ะเดี๋ยวชั้นจะบอกให้ก็แล้วกันนะ” เพลินตาแขวะ
เก่งไม่ค่อยพอใจท่าทางเย้ยหยันของเพลินตาเท่าไหร่นัก จึงรีบหันหลังเดินหนีไป
เพลินตาเรียกไว้ “เดี๋ยวก่อน…ชั้นยังพูดไม่จบ”
source manager.co.th
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น