วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อ่านชิงนาง ตอนที่ 11

ในขณะที่ภูผายืนมองใบชาที่วางตากแห้งอยู่เพียงลำพัง สักครู่หนึ่งสว่างวิ่งพรวดเข้ามาหาท่าทีร้อนรน
      
       “นายครับ...” สว่างตัดสินใจบอก “ตอนนี้คุณเดือนป่วยหนัก”
       ภูผาตกใจมาก “เดือนเป็นอะไร”
       “คงเป็นผลจากตอนที่รถเกิดดอุบัติเหตุน่ะครับ เอ่อ..ทางโน้นบอกว่าคุณเดือนคงอยู่ได้อีกไม่นาน แล้วก็เพ้อเรียกหาแต่นาย”
       ภูผาเครียดหนัก นิ่งงันไป
      
       ไม่นานหลังจากนั้น ภูผาเดินออกจากห้อง พร้อมสะพายเป้เดินทาง หนูนากับดอยที่ยกอาหารเข้ามาต่างรู้สึกแปลกใจ
       “คุณจะไปไหน”
       ภูผามอง แต่ไม่ยอมตอบตั้งท่าจะเดินไป หนูนาวิ่งตามไปคว้าแขนไว้
       “ฉันถามว่าคุณจะไปไหน” หนูนาคาดคั้น
       ภูผาเข้าใจความรู้สึกแต่จำเป็นดึงมือหนูนาออก
       “กลับแสนสมุทร!”
       พูดจบภูผาเดินจากไป หนูนาวิ่งตามมาที่ระเบียง
       “คุณภูผา”
       หนูนาใจหายวาบ เสียใจจนร้องร้องไห้โฮออกมา สว่างเดินเข้ามาปลอบ
       “หนูนา”
       หนูนาโผกอดสว่างระบดระบาย “ฉันไม่เคยมีความสำคัญกับเขาเลย ไม่เคยเลย...”
       หนูนาร่ำไห้สะอึกสะอื้น สว่างกอดปลอบด้วยความเห็นใจ
      
       พฤกษ์เปิดประตูเข้ามาในห้องอรุณ พบทุกคนหน้าตาแช่มชื่น
       “คุณพ่อเรียกให้คนตามผมมา มีอะไรเหรอครับ”
       ศรีดารา มองไปที่อนุต แปลกใจว่าเรียกพฤกษ์มาทำไม?
       “พ่อจะตกแต่งห้องใหม่ให้เป็นห้องหอของอรุณกับเดือน” อนุตบอกเสียงเรียบ
       พฤกษ์ชะงัก
       ศรีดารา จับแขนอนุตเป็นเชิงขอร้องไว้ ไม่อยากให้พูดทำร้ายจิตใจพฤกษ์มากกว่าไปกว่านี้
      
       “ครั้งที่แล้วมันกะทันหันไปหน่อย ก็เลยไม่ได้ทำ แต่ครั้งนี้มีเวลา พ่อก็เลยจะตกแต่งให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน”
       พฤกษ์เจ็บจนจุก “พ่อบอกผมทำไมครับ”
       “พ่อคงต้องให้พฤกษ์ช่วยคุมช่างให้หน่อย” ท้ายประโยคอนุตเน้นทุกคำ “ถือว่าทำให้น้อง!”
       พฤกษ์แทบพูดไม่ออก แต่ต้องรับคำ “ครับ”
       จากนั้นพฤกษ์เดินออกไปเงียบๆ ศรีดาราทนไม่ได้ตามพฤกษ์ออกไป
      
       พฤกษ์เดินออกมาที่หน้าตึกใหญ่ กำลังจะออกไปท่าเรือ ศรีดารารีบตามออกมา เรียกไว้
       “พฤกษ์!”
       พฤกษ์ชะงักหันมาหา ศรีดาราจับแขนพฤกษ์ลูบเบาๆ
       “เข้มแข็งไว้นะลูกนะ”
       “แม่...ผมรับไม่ไหว..ไม่ไหวจริง ๆ ครับแม่”
       ศรีดารามองพฤกษ์ด้วยความสงสาร
       อนุตตามมาส่งเสียงแทรกเข้ามา “แต่แกต้องรับให้ได้”
       ศรีดารากับพฤกษ์หันมอง อนุตเดินเข้ามา
       อนุตพูดกดดันพฤกษ์ “ในฐานะที่แกเป็นสามี แกต้องรักและดูแลเมียของแก”
       สีหน้าพฤกษ์ยามนั้นใกล้จะหมดความอดทนเต็มที ทุกคำที่อนุตพูดกระแทกและกดดันให้พฤกษ์ต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ แม้แต่อย่างเดียว
       “ในฐานะที่แกเป็นพี่ชาย แกต้องเสียสละให้น้อง ไม่ใช่มาแย่งหัวใจของน้องไปแบบนี้! เลิกยุ่งกับวงเดือนซะ”
       ความอดทนของพฤกษ์ขาดผึง พูดเสียงดัง “พอที..ผมไม่อยากฟัง!”
       อนุตกับศรีดาราอึ้ง พฤกษ์รู้ว่าตัวเองกำลังจะขาดสติ จึงรีบออกไปทันที
       “พฤกษ์” ศรีดาราใจหายทำท่าจะตามไป
       “ไม่ต้องตาม! ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น...” อนุตบอกภรรยา
       ศรีดาราพะว้าพะวง สีหน้าเป็นกังวลมาก
      
       ตกตอนเย็นวันนั้น พฤกษ์ว่ายน้ำระบายความเครียด ชายหนุ่มว่ายๆๆ อยู่ในทะเล สักครู่ใหญ่ พฤกษ์เดินขึ้นมาที่ชายหาดทิ้งตัวลงนอนบนผืนทราย
       “โว๊ย...” พฤกษ์แหกปากตะโกนก้อง ระบายความเครียดที่ตัวเองไม่รู้จะจัดการมันยังไง
      
       ค่ำคืนนั้น อรุณนอนฟังวงเดือนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงนอน อย่างสุขใจ
       “เดือน...เบื่อไหมที่ต้องมาอยู่กับคนป่วยอย่างฉัน”
       วงเดือนขยับเดินกลับมานั่งลงข้างเตียง
       “อย่าคิดมากสิคะ”
       “แม้แต่ฉันเองยังเบื่อเลยที่ต้องมาติดอยู่ในห้องแบบนี้ คนป่วยไม่มีค่า...อย่างฉัน”
       วงเดือน วางมือบนหลังมืออรุณ “เดือนไม่เบื่อหรอกค่ะ แล้วคุณอรุณก็ไม่ใช่คนป่วย จำได้ไหมคะ ที่แพคราวที่แล้วคุณอรุณยังว่ายน้ำชนะคุณผาเลย”
       วงเดือนหลุดปากพูดถึงภูผาออกมา แล้วก็ชะงักที่เห็นอรุณหน้าเสีย
       อรุณพยายามเข้มแข็ง “ดึกแล้ว เดือนกลับไปพักเถอะ
       “เดือน…”
       “ฉันอยู่ได้” อรุณบอก
      
       วงเดือนเดินออกไป อรุณมองตามสีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง 
 วงเดือนเข้ามาในห้อง หยิบรูปของภูผาออกมาดูอย่างอาลัยอาวรณ์
       
       “อีกนานแค่ไหน เดือนถึงจะลืมคุณได้ คุณภูผา”
       เสียงเคาะประตูดัง วงเดือนหันมองตามเสียง
      
       สักครู่หนึ่งวงเดือนเปิดประตูออกมา แต่ต้องชะงัก เมื่อเห็นอรุณยืนอยู่หน้าห้อง
       “คุณอรุณ ดึกแล้วลงมาทำไมคะ
       “เดือน...ฉันอยากเดินเล่น เธอไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม”
      
       บริเวณทั้งทั้งชายหาดในยามค่ำคืนเงียบสงัด ดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญส่องสว่างไปทั่วบริเวณ อรุณเดินเลียบชายหาดมากับวงเดือน
       “เธอรู้ไหมว่าฉันดีใจมากที่เธอกลับมาหาฉัน ดีใจที่เรากำลังจะแต่งงานกัน”
       วงเดือนยิ้มรับ ไม่ได้พูดอะไรตอบออกมา
       อรุณมองมือวงเดือน แล้วรวบรวมความกล้าจับมือวงเดือนมากอบกุม วงเดือนชะงักเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ดึงมือออกแต่อย่างใด อรุณเดินจูงมือวงเดือนอย่างมีความสุข
       “ได้จูงมือเดือนแบบนี้ ทำให้ฉันคิดถึงวันแรกที่พ่อพาเดือนมาที่บ้าน พ่อบอกฉันว่าเดือนจะมาเป็นนางฟ้าของฉัน ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ฉันก็อยากจะให้เดือนอยู่ข้างฉันตลอดเวลา” อรุณหงุดเดิน จับตัววงเดือนให้หันหน้าเข้ามาหากัน “สัญญากับฉันได้ไหมเดือน ว่าเดือนจะอยู่กับฉันตลอดไป”
       วงเดือนลำบากใจแต่ก็ฝืนยิ้มพลางตอบ “ค่ะ เดือนสัญญา”
       อรุณยิ้มอย่างปลื้มปริ่มมีความสุข จูงมือวงเดือนเดินไปตามชายหาด
      
       ที่บริเวณไม่ไกลนั้น มีนักเลง 2 คนนั่งดื่มเหล้าอยู่
       นักเลงหนึ่งในสองสะกิดคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน ให้มองไปทางอรุณกับวงเดือน “พี่...ดูโน่น”
       นักเลงลูกพี่ ยิ้มแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปหา นักเลงลูกน้องเดินตาม
       นักเลงทั้ง 2 คนเข้าไปขวางอรุณกับวงเดือน
       “ไม่เหงาเหรอ มาเดินเล่นกันสองคน พวกพี่เดินเป็นเพื่อนไหม” นักเลงลูกพี่เอ่ยขึ้น
       ไวเท่าความคิดอรุณรีบดึงวงเดือนไปอยู่ด้านหลังโดยอัตโนมัติ
       นักเลงลูกน้องแซว “แฟนสวยนะ มาสนุกกับพวกพี่ดีกว่า”
       อรุณกระชากมือวงเดือนจะวิ่งแต่ช้ากว่านักเลงลูกน้องที่คว้าแขนของวงเดือนดึงรั้งไว้กระชากตัวมา
       “จะไปไหน!”
       อรุณเห็นวงเดือนโดนดึงไว้ จึงหันไปต่อยเข้าหน้านักเลงคนที่จับวงเดือนอยู่ แต่แรงต่อยของอรุณทำได้แค่มันผงะไปเท่านั้น
       วงเดือนตัดสินใจตะโกนขอความช่วยเหลือ “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”
       “เดือน หนีไป” อรุณตะโกนก้อง
       นักเลงลูกพี่เตะอรุณจนเซไปทันที ขณะที่ลูกน้องเข้าไปกระชากอรุณมาต่อยไม่ยั้ง นักเลงทั้ง 2 เข้ารุมซ้อมอรุณ ร่างอรุณที่อ่อนแออยู่แล้วพอถูกซ้อมก็สลบไป
       วงเดือนหวีดร้อง “คุณอรุณ” ลืมตัวพยายามเข้าไปผลักนักเลงให้พ้นจากอรุณ
       นักเลงลูกน้อง กระชากแขนวงเดือนออกมา แล้วเหวี่ยงลงไปกับพื้นทราย วงเดือนหวีดร้อง นักเลงลูกน้องจะลวนลาม ก้มลงซุกไซ้วงเดือน
       ทันใดนั้น มีมือของใครคนหนึ่งเข้ากระชากนักเลงลูกน้อง แล้วต่อยล้มคว่ำไป นักเลงลูกพี่ ตกใจจะลุกขึ้นมาเล่นงานเจอถีบจนร่างกระเด็นไป
       เป็นภูผานั่นเองที่มาช่วยวงเดือนไว้ทันท่วงที สองนักเลงพยายามตั้งหลักหมายจะเข้ารุมภูผา แต่ถูกเล่นงานจนต้องหนีกระเจิงไปทั้งคู่
       วงเดือนพยายามเพ่งมอง จนเห็นชัดว่าคนที่หันมาเป็นภูผา วงเดือนทั้งตกใจและดีใจ
       “คุณภูผา”
       “เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
       “เดือนไม่เป็นไรค่ะ..แต่คุณอรุณ”
       ภูผากับวงเดือนรีบเข้าไปดูอาการอรุณ
       “อรุณ..อรุณ”
       อรุณสลบไม่ได้สติ
      
       เตียงรถเข็นที่มีร่างอรุณอยู่ถูกเข็นเข้ามาอย่างเร่งรีบ ภูผากับวงเดือนจะตามเข้าไปด้วยกัน แต่แล้วภูผาต้องชะงักเมื่อมองไปเห็นเมฆาเดินออกมาจากด้านใน เพราะเพิ่งออกเวรมา
       ภูผาฉีกตัวหลบฉากตรงมุมทางเดิน เจ้าหน้าที่เข็นอรุณกำลังจะผ่านเมฆาไป เมฆาเห็นเป็นอรุณก็ตกใจ วิ่งเข้ามาหา วงเดือนที่ตามติดมาคว้าตัวไว้
       “อรุณ!” เมฆาหันมาถามวงเดือนอย่างร้อนใจ “เกิดอะไรขึ้น”
       ด้วยความฉุกละหุก วงเดือนยังไม่ทันได้ตอบอะไร เมฆารีบตามอรุณเข้าห้องฉุกเฉินไป
      
       วงเดือนหยุดที่หน้าห้องฉุกเฉินยืนมองอย่างเป็นห่วง จนวงเดือนนึกได้เหลียวมองหาภูผา แต่ไม่เห็นภูผาแล้ว
 อรุณนอนหลับอยู่บนเตียงในห้องคนไข้ เมฆาและวงเดือนนั่งเฝ้าอยู่ สักครู่หนึ่งอนุตกับศรีดาราก็มาถึง
       
       “อรุณ!...” ศรีดารารีบเดินไปข้างเตียง
       “น้องเป็นยังไงบ้าง” อนุตถามเมฆา
       “แค่มีแผลฟกช้ำกับอาการช้ำในครับ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้”
       ศรีดาราสงสัย “เดือน..ทำไมอรุณถึงเป็นแบบนี้”
       “คือ...เดือนจะโดนฉุด คุณอรุณพยายามช่วยเดือนค่ะก็เลยโดนรุมทำร้าย แต่โชคดีที่มีคนมาช่วยไว้ แล้วก็รีบพาคุณอรุณมาโรงพยาบาล” วงเดือนเล่า
       ศรีดาราจับมืออรุณแนบแก้ม “ลูกแม่”
       “แล้วคนที่มาช่วย เขาเป็นใคร” อนุตถาม
       วงเดือนอึกอัก “คือ...เอ่อ...” หลบตา “เดือนก็ไม่ทราบค่ะ”
       เมฆามองวงเดือนจับกิริยา รู้สึกสงสัยว่าวงเดือนมีพิรุธ
      
       อนุตกับศรีดาราเดินไปตามทาง วงเดือนเดินตาม
       เมฆาเดินตามมาคว้าแขนวงเดือนไว้
       วงเดือนตกใจ “คุณเมฆา! มีอะไรคะ”
       “ใครเป็นคนช่วยเธอกับอรุณ”
       วงเดือนอึกอัก “ก็...เดือนบอกแล้วนี่คะว่า...เดือนไม่ทราบ”
       เมฆามองวงเดือนยังรู้สึกคาใจไม่หาย
       “เดือน..บอกฉันมา...”
       เสียงศรีดาราเรียกขัดจังหวะขึ้นเสียงก่อน “เดือนจ๊ะ”
       “คุณพ่อกับคุณแม่รออยู่ เดือนไปก่อนนะคะ”
       วงเดือนถือโอกาสปลีกตัวตามไป เมฆามองตามรู้สึกสงสัยหนัก
      
       วงเดือนเปิดประตูเข้ามาในห้องเก็บศพศรีเรือน มองไปรอบๆ ห้องอย่างผิดหวัง ก่อนจะเดินมาหยุดยืนมองจ้องไปที่รูปของศรีเรือนที่ตั้งอยู่
       “คุณท่านคะ..เดือนอยากพบคุณภูผาอีกสักครั้ง คุณท่านเมตตาช่วยให้เดือนได้พบคุณผาอีกสักครั้งนะคะ”
       วงเดือนจ้องรูปภาพของศรีเรือนแน่วนิ่ง น่าประหลาดที่ใบหน้าศรีเรือนที่มองมายามนี้ดูอ่อนโยนเหลือแสน
      
       ศรีดารานั่งมองอนุตที่นอนหลับอยู่บนเตียง ฟ้าแล่บแปลบปลาบเป็นระยะ ศรีดารารู้สึกไม่สบายใจ ลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมมาสวมจะเดินออกจากห้อง
       จังหวะนั้นอนุตรู้สึกตัวพอดี “คุณจะไปไหน”
       “ฉันไม่ค่อยสบายใจ อยากจะไปไหว้คุณแม่ค่ะ ขอให้ท่านคุ้มครองอรุณ”
       ศรีดาราออกไป อนุตมองตาม
      
       ฝนตกหนัก ภูผาเปิดประตูเข้ามาในห้องเก็บศพศรีเรือน ชายหนุ่มยืนมองโลงศพของศรีเรือนที่วางตั้งอยู่ ก่อนจะเดินมานั่งลงตรงหน้ารูป ภูผาหยิบซองผ้าเล็กๆ ออกมา แล้วหยิบจานรองแก้วเล็กๆ เป็นจานรองแก้วน้ำที่ใช้ไหว้ศรีเรือนอยู่แล้ว ภูผาเทของในซองผ้าออกมาใส่จาน ที่แท้เป็นใบชาจากไร่ของเขา ภูผายกแล้วมองนิ่งที่ภาพศรีเรือน
       “คุณย่าเคยบอกผมว่า อย่ากลับมาจนกว่าผมจะสร้างอาณาจักรภูผาได้สำเร็จ...”
       ระหว่างนั้นศรีดาราเดินเข้ามาที่หน้าห้อง ชะงักหยุดฟัง
       “ผมทำสำเร็จแล้วครับ นี่เป็นใบชาจากไร่ของผม...ไร่ที่ผมตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อคุณย่า คุณย่าภูมิใจในตัวหลานคนนี้ไหมครับ”
       ภูผาวางจานใบชา...น้ำตาร่วงอย่างสุดกลั้น
       ศรีดาราแง้มประตูเปิดเข้ามา ภูผายินเสียงหันกลับไป ทั้งสองแม่ลูกต่างชะงัก
       ศรีดาราร้องออกมา “ภูผา”
       ภูผาดีใจ “แม่”
       ศรีดาราโผเข้ากอดภูผาด้วยความรักและคิดถึง ภูผากอดตอบดีใจไม่ต่างกัน
       “ภูผา...” ศรีดาราจับหน้าลูกชายมองอย่างเพ่งพิศ “ทำไมลูกถึงหนีแม่ไป ลูกรู้ไหมว่าแม่
       เป็นห่วงลูกมากแค่ไหน คุณพ่อตั้งใจเก็บศพคุณย่าไว้ให้ลูกกลับมาไหว้ท่าน”
       “ผมเสียใจที่ไม่มีโอกาสกราบเท้าท่านเป็นครั้งสุดท้าย”
       “แล้วทำไมต้องแอบเข้ามาแบบนี้ นี่บ้านเรานะลูก”
       “แต่เป็นบ้านที่พ่อไม่ต้องการลูกคนนี้อีกแล้ว ผมไม่อยากให้พ่อโกรธผมอีก”
       ศรีดารา กอดลูกด้วยความรัก “ภูผา...ลูกรู้ใช่ไหมว่าอรุณกำลังจะแต่งงาน”
       “ผมรู้ครับ”
       “ภูผา...จริงเหรอเปล่าที่ลูกพาเดือน...” ศรีดาราพยายามจะถามเรื่องที่เมฆาลักพาตัววงเดือน
       ภูผาแทรกขึ้น ไม่ยอมตอบคำถามแม่ “ไม่ต้องห่วงนะครับแม่ ผมจะไม่ทำให้น้องต้องเสียใจ ผมจะขอเป็นคนไปเพื่อให้บ้านแสนสมุทรสงบสุข”
       “ไม่ ภูผา กลับมาอยู่บ้านได้ไหมลูก แม่จะพูดกับพ่อให้เองนะ” ศรีดาราบอก
       “ถ้าผมอยู่จะทำให้อรุณเจ็บปวด ผมอยากจะพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าผมพร้อมจะเจ็บปวด เพื่อครอบครัวได้เหมือนกัน”
       ศรีดารากอดภูผาด้วยความรักและสงสาร
      
       อนุตยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มองภาพหน้าตรงนิ่งไม่ขยับเขยื้อนราวกับหุ่นปั้น
source: manager.co.th  

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น